Blog นี้สร้างมาเพื่อ เป็นสื่อกลางให้ผู้สนใจในการปฏิบัติ ได้มาศึษาหาความรู้ และ แนะนำสถานที่ปฏิบัติให้แก่ผู้สนใจ และ ช่วยนักปฏิบัติผู้กำลังหลงทาง ให้เจอทางออก และ เข้าถึงซึ่งความเป็นจริงของสภาวะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอุทิศส่วนกุศล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอุทิศส่วนกุศล แสดงบทความทั้งหมด

6 กุมภาพันธ์ 2553

หลวงพ่อเล่าเรื่อง...พระยายมราชเป็นพยาน โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง





กระผมสงสัยเรื่องการอุทิศส่วนกุศล แล้วให้เทวดาหรือพระยายมเป็นสักขีพยาน ขอให้หลวงพ่อขยายความเป็นมาด้วยเถิดครับ......? เอาอย่างย่อหรืออย่างพิสดาร ค่าครูมันไม่เท่ากัน คือเรื่องเป็นอย่างนี้นะ เมื่อ พ.ศ. 2508 ตอนนั้นเริ่มสอน มโนมยิทธิ ลุงพุฒิ (พระยายม ราช) ท่านก็มา ท่านบอกว่าคุณอย่าคิดว่าคนที่มาเจริญพระกรรมฐานจะได้ดีทุกคน เวลาตายอาจจะเผลอไปก็ได้ ถ้าเผลอไปสำนักของผมก็ต้องว่ากันตามเหตุตามผล ใครนึกถึงบุญได้ไปสวรรค์ ใครนึกไม่ได้ไปนรก มันสุดแล้วแต่การนึกนะ




ท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ลูกหลานท่านก็คือลูกหลานผม

ท่านเคยมาเป็นพี่มาหลายแสนชาติ

ทีนี้เวลาเจริญพระกรรมฐานอย่าคิดว่าเวลาตายอารมณ์ใจเสมอกัน เพราะถ้าเป็นฌานโลกีย์อารมณ์ไม่แน่นอน อาจเผลอได้ ทีนี้ขอให้ทุกคนเวลาอุทิศส่วนกุศลอ้างผมเป็นพยานไว้ ถ้าเขาถามเรื่องบุญกุศลถ้าบังเอิญนึกไม่ออก
ผมจะเป็นพยานอ้างเองว่าทำอย่างนั้นๆไว้ แล้วก็ไล่ไปสวรรค์เป็นอย่างต่ำ นี่จุดหนึ่งนะ




แล้วก็ก่อนหน้าจะมา 4-5 วันก็นอนๆ ภาวนาอยู่ ตามธรรมดาของฉันเป็นอย่างนี้

เวลาอยู่คนเดียว ถ้าว่างงานอื่น ไม่ว่างงานอื่นจะพิจารณา นี่ไม่ใช่อวดนะ ถือเป็นปกติเลย

ภาวนาก็ดี พิจารณาก็ดี จิตเป็นสุข คิดเรื่องอื่นไม่เป็นสุข เราต้องการจิตเป็นสุข ภาวนาไปสัก 2 นาที จะถึงไม่ถึงไม่ทราบ จิตก็เริ่มเป็นสุขมาก ก็เห็นคนสองคนเดินมา นุ่งโสร่ง ผ้าขาวม้าคาดพุง อ้วน
ถามท่านว่า เรื่องของร่างกายฉันเป็นอย่างไร ยืนยันไหมว่าหายหรือไม่หายโรค
ถ้าไม่หายเป็นก็ไม่เป็นไร บ้านฉันมีอยู่ (นิพพาน)



ท่านบอกว่า เกณฑ์การตายของท่านยังไม่มี สมเด็จฯไม่อนุญาต เวลานี้เลยกาลมาแล้ว

ท่านก็พลิกบัญชีดูบอก คุณ....ไม่กี่วันก็จะถึงเวลานี้

เวลานี้ตัวหนังสือยังแดงอยู่ ตัวหนังสือเขาเป็น 3 จุด สีแดงจัด สีน้ำเงิน กับสีทอง ถ้าสีแดงอยู่ในเกณฑ์เคราะห์ร้าย อันตรายมาก ของฉันนี่สีแดงแจ๋ สบายใจมาก ที่นี้ไอ้ตัวหนังสือมันหมดไป เหลือแต่เส้นขยุกขยิก ก็เลยบอกว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปไอ้ขยุกขยิกของท่านจะหมดไป จะเป็นเส้นเรียบคล้ายๆ เส้นบรรทัด การป่วยจะน้อยลง ถ้าถึงเวลาตัวหนังสือเป็นสีน้ำเงินเมื่อไร
แต่ว่าตอนนั้นจะต้องปรับเรื่องร่างกายอีกชั่วระยะหนึ่ง เพราะว่าโทรมมากไป ใช่ไหม




ต่อไปไม่นานนักพอถึงสีน้ำเงินก็จะเป็นสีทอง

อีตอนนี้จะมีโชคมาก เกี่ยวกับลูกหลานจะมีตังค์มาให้ ถ้ามันไม่รวยมันให้ไม่ได้ ก็ยุลูกหลานให้รวยไว้

ต่อมาท่านก็บอกว่า คุณ......ไปเที่ยวบ้านผม ถามว่าไปทำไมล่ะ ไม่มีธุระจะไป
เพราะตั้งแต่ป่วยมา 6 ปี ไม่เคยไปไหนเลย ออกจากตัวปั๊บก็ไปที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ไปหาโยม ไปนิพพานเลยไปแค่ 2 ที่ ที่อื่นไม่แวะ ก็แน่วแน่ว่ามันจะพังเมื่อไรร่างกายใช่ไหมจะเกาะมันทำไม




ท่านบอกว่า ไปได้แล้ว เลยบอก ยืนยันก่อนว่าไข้จะหายท่านบอกรับรอง ก็พอดีท่านย่ากับแม่ศรีมา ท่านบอกว่าคุณ...ตามท่านไปเถิด ฉันไปด้วย ก็พอดีที่ท่านย่าพูดสมเด็จฯ มาท่านบอก คุณ..ไปเถิด ฉันไปด้วยเหมือนกัน ก็เลยคิดเรื่องนี้คงเป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยตามท่านไป สองคนก็เดินนำไปพอถึงก็เลี้ยวเข้าสำนัก แต่สำนักของท่านนายบัญชีและพระพยายมนั่งรออยู่ด้วยเหมือนกัน
ถามลุง นั้นใคร ท่านบอก ผมครับ
ถามนายบัญชี ลุง...นั้นใคร ผมครับ
ถาม นี่ ใคร ผมครับ



ถามว่า มันเป็นไปได้ยังไงบุคคลเดียวกัน ท่านก็ย้อนถามว่า

คุณเวลาเจริญพระกรรมฐานกับลูกศิษย์ เมื่อพบเทวดากับพรหมที่มีบุญหลายร้อยองค์ ให้ขยายตัวเท่านั้นเข้าไปกราบ ทำไม ทำได้ ในเมื่อผมเป็นเทวดาเป็นพรหมทำไมผมทำไม่ได้ เพราะความเป็นทิพย์ เราก็โง่ไป ก็รวมความว่าท่านก็พาไปเจอะคน 11 หมู่ คน11 กลุ่ม หนึ่งประมาณ 10000 คน ยืนหน้าเซียว เสี่ยว เสี้ยว เซี้ยว เสียว ต่างคนหน้าเซียวถึงเสียว เพราะแน่ใจว่าจะไปนรกหรือสวรรค์ แต่ละกลุ่มมีผู้ชายตัวใหญ่ๆ ถืออาวุธ 1 อัน คนทุกคนที่ยืนหัวแค่เอวอีตานั้นแหละ นั้นคือ นายนริยบาล แล้วก็เดินผ่านไป ท่านบอกพวกนี้รอการสอบสวน พอผ่าน 11 กลุ่มไปแล้ว ก็เลยไปทางทิศตะวันออก ไม่ไกลนัก ถ้านับกันก็สัก 2-3 โยชน์ นี่นะ แต่สวรรค์ไม่ไกล ตอนไปหลังสารทจีน1 วัน ก็เดินไปปั๊บเจอะฝูงเป็ดกับฝูงไก่ ถามว่า ไก่ เท่าไร หัวหน้าเขารายงากว่าแสนกว่าครับ ถามเป็ดเท่าไร แสนกว่าครับ
วัว ควาย เป็ด ไก่ ที่ถูกไก่เชือดเมื่อสาทรจีน มันคอยตอนรับคนเชือด เขาเข้าไปเป็นพยาน กับพยายมจะกล่าวโทษบุคคลนั้นทันที




เลยถามท่าน บอก สัตว์ตายแล้วย่อมเกิดเป็นเทวดาบ้าง เป็นคนบ้าง ทำไมจึงเป็นรูปสัตว์ได้ ในเมื่อมาไม่ได้

ท่านบอกว่าท่านแสดงแทน แล้วต่อไป เดินไปอีกกลุ่มหนึ่ง มีเป็ด มีไก่ มีสัตว์หลายประเภท เยอะเหมือนกัน ถามว่า พวกคุณนี่ก็รวมความว่า ถ้าเราอ้างลุงเป็นพยาน เวลาที่เราตายไปแล้ว เวลาเข้าถามเรื่องบุญนึกไม่ออก ท่านจะกล่าวเป็นพยานว่าบุญอย่างนี้ๆ เขาทำช่วยนี่
ที่พูดให้ฟังตามนี้นะว่าพยานมันคอยอยู่อย่านึกว่าทุกอย่างมันลืม ไม่มีหมดหรอก



บวชชีตอนปลาย

ทีนี้เลี้ยวเข้ามาเจอะชีคนหนึ่ง ไปเที่ยวสำนักพระยายม คน 4 คนพาไป นุ่งแดงนะ พระยายมท่านก็เรียกไปสอบสวนเจ้าหน้าที่ก่อน เอ็งฆ่าไก่ใช่ไหม จะเชือดก็กลัวไก่เจ็บ เลยเอาหัวฟาดกับเสาใช่ไหม เห็นเลือดแล้วใจไม่ดี ฟาดกับเสาเสียเลย หัวเละ ตายเลย แกก็บอกว่าเป็นความจริง ที่ฆ่าสัตว์เพราะว่ามีความจนมาตั้งแต่เด็ก ต่อมาเมื่ออายุ 12 ปี มีไก่มาเลี้ยงประจำบ้านอยู่ ตัวอ้วนดี ก็มีคนบอกว่าถ้าแกงไก่ตัวนี้ให้จะได้ราคามากหน่อยให้สตาค์มากหน่อย แกก็จนนี่ ก็ต้องทำ แล้วเจ้าหน้าที่ ฝ่ายโจทก์คนที่อยู่เก้าอี้ข้างขวาน่ะนะบอกว่า บาปจริงๆของเอ็งมีอย่างเดียว แหม.....ยายนี่จนจริงๆ จนบาป พุทโธ่....ชีวิตทั้งชีวิตฆ่าไก่ตัวเดียว แหม...ระยำหมาจริงๆ ก็รวมความว่าแกทำบาปครั้งเดียว หลังจากนั้นแกก็สลดใจ แกบอกว่าแกสลดใจ เลยมาเป็นลูกจ้างเขา ให้มีข้าวพอมีพอกินก็แล้วกัน ให้มากให้น้อยไม่เป็นไร ต่อมาเป็นชาวนา ต่อมาเป็นลูกจ้างร้านค้า พออายุ 40 ปีเศษแกก็บวชชี ตายเมื่ออายุ 53 ปี อยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็อันนี้เขาถามเท่านี้นะ ทำบุญอะไรบ้าง แต่เขาถามไม่ให้ตอบ เจ้าทำอย่างนั้นใช่ไหม เจ้าเคยใส่บาตร เจ้าเคยบูชาพระ ไม่ใช่บอกให้ตอบ ตรงจุดตามเป้าหมายหมด ในขั้นสุดท้าย เคยเจริญภาวนา
คุณลุงเลยถาม (เห็นบุญมากกว่าบาป) เจ้าทำไมจึงต้องมาสำนักพยายม ซึ่งไม่จำเป็นเลยถ้าบุญขนาดนี้จะต้องไปสวรรค์หรือพรหมโลกทันที



แกเลยบอกว่า เรื่องมันอย่างนี้เจ้าค่ะ ตอนต้นเวลาป่วยก็ดีนึกถึงกุศล ภาวนาบ้าง จิตใจก็สงบ

ตอนใกล้ตายมีเสียงตึงตังครึกโครมครามที่ข้างฝาบ้าน จิตใจก็หวั่นไหวแว้บเดียวก็เห็น 4 คน มารับ พ่อยอดขมองอิ่มมารับไปเลย ท่านลุงบอกว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้ก็พอดีไก่โผล่ ไอ้ไก่ตัวนั้นน่ะ บอกว่า ฉันเองเจ้าค่ะ ต้องการให้มาที่นี่ บอก ยายนี่ฆ่าฉัน จับฉันเอาหัวฟาดกับเสา ฉันทนไม่ไหวถึงขั้นตาย ทีนี้แกกล่าวไว้ตอนหนึ่ง บอก ตั้งแต่อายุ 19 ปีทำบุญอะไรก็ตาม จะบูชาพระ ก็อุทิศส่วนกุศลให้ไก่ ขออโหสิกรรม ลุงท่านก็ถามว่าเขาทำอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้า ตั้งแต่ 19 ปีจนอายุ 53 ปีมันก็หลายปี เจ้าไม่ได้บอกรึ บอกได้รับ ถามว่า ได้รับแล้วเอ็งยังจองเวรจองกรรมอยู่รึ บอกไม่ได้จองเวรจองกรรม เอ็งมาเป็นโจทย์ รู้สึกเสียงจะดุๆ หน่อยนะ ไก่ก็เลยบอกว่า ที่ต้องการให้มาเพื่อจะบอกว่าอโหสิกรรมให้แล้ว เจ้าค่ะ



โอ้โฮใจแป้ว มันจะไปขุมไหนกันหว่า นี่ขนาดนี้นะ

อย่าลืมว่าการทำบุญทำกุศล เจริญคำภาวนามันเป็นได้ตามนี้นะอย่าประมาทนะ

หลังจากนั้นลุงก็บอกเทวดาที่อยู่ที่ข้างหลัง มีเทวดา 5 องค์ คอยส่งคน ท่านบอกว่า คนนี้บุญบารมีเขาเจริญพระกรรมฐานมีสมาธิทรงตัว บารมีของเขาต้องต้องอยู่ชั้นยามา เวลานี้วิมานอยู่ชั้นยามา ท่านก็บอก อีหนูเจ้าต้องอยู่ชั้นยามา คิดว่าแกจะสลดใจ แกกลับยิ้มแฮะ ชั้นยามามันสบาย ฉันนึกว่าแย่ล่ะซิ ท่านบอกว่าวิมานอยู่ที่นั้น แต่ไม่ใช่ลุงสร้างให้นะ ทานของเขา ศีลของเขาบ้าง การเจริญภาวนา เลยไปอยู่ยามา ถ้าถึงอุปจารสมาธินะ ถ้าฝึกกสิณจริงๆก็พรหม
ก็รวมความว่าแกไปชั้นยามา ฉันก็เลยลามาหมดเรื่องขี้เกียจตามไป



ภาพพยายมราช จากเพจ ช่องส่องผี The Real Ghosts


คาถาบูชา ท่านท้าวพญายมราช

(ท่อง นะโม 3 จบ)

ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ
จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ

(ท่อง 3-9 จบ) หรือตามจิตศรัทธา
ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ กำหนดจิตถึงท่าน ลูก(ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด) ขอกราบสักการะบารบารมีแด่องค์ท่านพ่อ พญายมราช ผู้ยิ่งใหญ่ ลุกขอความเมตตา ท่านพ่อพญายมราช ทรงช่วยลูก หากมีภูมิผีร้าย ปิศาจ มนต์ดำ รึโหงพลายตนใด เข้ามาระรานกายสังขาร ดวงจิต สร้างภัยร้ายเพื่อประสงค์ให้ถึงแก่ตัวลูก (คนในครอบครัวก็ได้ เอ่ยชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด) ขอบารมีแห่งท่านพ่อพญายมราช ช่วยขจัดปัดเป่า ปกปักรักษาคุ้มครอง ตัวลูกให้ปลอดภัย และขอบารมีแห่งท่านช่วยขับไล่ สิ่งชั่วร้าย วิญญานร้าย เหล่านั้น ให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ควรแล้วของเขาเหล่านั้น และไม่สามารถไปทำร้ายใครได้อีก หากมีผู้ใดคิดร้ายแก่ตัวลูก ด้วยการทุจริตมิชอบ หวังร้าย ใส่ความอันเป็นเท็จ คิดจะทำร้ายชีวิต ก็ขอให้เขาเหล่านั้น จงแพ้ภัยด้วยตัวของเขาเอง ด้วยกรรมของเขาเองที่ทำมาจากทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติของเขาเหล่านั้น หากลูกนี้ต้องเจ็บป่วยร้อนกาย จากความป่วยไข้ ลูกขอบารมีแห่งท่านพ่อพญายมราช คุ้มครองกายสังขารของลูกนี้ อย่าให้มีสิ่งใดแทรกเข้ามา แฝงเข้ามา ยามที่กายสังขารลูกยังอ่อนแอ และให้ลูกแข็งแรง มีกำลังขึ้นได้ในเร็ววัน ลูกจะขอใช้ชีวิตต่อจากนี้ เพื่อสร้างกรรมดี สะสมบุญทาน ทำความดี ใช้ชีวิตด้วยความซื่อตรงและสุจริต คิดดี ทำดี พูดดี ปฏิบัติดี ต่อจากนี้ไป คาถาบูชาพ่อพญายมราช
โดย อ.เรนนี่ ช่องส่องผี



บรรยาย โดย nakasena4999

การอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย

โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

"...การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใช้น้ำ การที่พระเจ้าพิมพิสาร เป็นองค์แรกที่อุทิศส่วนกุศลโดยใช้น้ำ ก็เพราะท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า เนื่องจากศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า ถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอาน้ำราดลงไป ท่านยังชินอยู่กับประเพณีของพราหมณ์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้ามเพราะใจท่านตั้งตรงเวลาอุทิศส่วนกุศล"

.


เรื่องการกรวดน้ำนี้ สมัยเมื่ออาตมาบวชได้วันที่สอง ขณะเจริญพระกรรมฐาน ได้มีตัวผอมก๋องเข้ามานั่งอยู่ข้างหน้า อาตมาก็สวด "อิมินา ปุญญกัมเมนะ อุปัชฌายา" หมายถึงอุปัชฌาย์ แต่อุปัชฌาย์ก็ยังไม่ตาย "คุณุตตรา อาจาริยู" ให้คู่สวดอีก คู่สวดก็ยังไม่ตาย ว่าเรื่อยไปยังไม่ทันจะจบเหลืออีกตั้งครึ่งบท เห็นเดินมา2คนเอาโซ่คล้องคอลากผีที่นั่งอยู่ข้างหน้าไปเลย ผลปรากฏว่ายังไม่ให้ ผีเลย


.พอตอนเช้าไปบิณฑบาตกลับมาฉันข้าว พอฉันเสร็จ ล้างบาตรเช็ดเรียบร้อย ปกติฉันเสร็จหลวงพ่อปานท่านจะยถาฯแต่วันนี้ท่านไม่ยถาฯท่านนั่งเฉยมองหน้าถาม

."ไงพ่อคุณ พ่ออิมินาคล่อง สวดอย่างนั้นผีจะได้กินเหรอ"
ท่านให้แปลอิมินาแปลว่าอย่างไรบ้าง อุปัชฌาย์ก็ยังไม่ตาย คู่สวดญัติ คือท่านก็ยังไม่ตายมาให้ท่าน ผีที่อยู่ข้างหน้าทำไมไม่ให้




ท่านก็บอกว่า"ทีหลังผีมาละก็ ผีมันอยู่นานไม่ได้ บางทีก็หลบหน้าเขามานิดหนึ่ง ถ้ามานั่งใกล้เราทุกขเวทนาอย่างเปรตนี่ ไฟไหม้ทั้งตัว หอกดาบฟัน เวลาที่เราเจริญพระกรรมฐานอยู่ บุญของเรานี่สามารถจะ ช่วยให้เขามีความสุขได้ เพราะถ้ามานั่งข้างใกล้ๆเรานี่ไฟจะดับ หอกดาบจะหลุดไป แต่ว่าจะอยู่นานไม่ได้ต้งพูดให้เร็วเพราะเขาจะต้องไปรับโทษเวลาอุทิศให้ว่าเป็นภาษาไทยชัดๆและให้สั้นที่สุด"


ให้บอกว่า"บุญใดที่ฉันบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผลบุญทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์ ความสุจแก่ฉันเพียงใด จอเธอจงโมทนาผลบุญนั้นและรับผลเช่นเดียวกับฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" วันหลังผีตัวใหม่มาตัวก่อนที่ถูกลากคอไปมาไม่ได้แล้ว ผีตัวใหม่ผอมก๋องเอาทนายมาด้วย ยืนอยู่ข้างหลังนางฟ้าที่มีทรวดทรงสวยเป็นเทวดาใหญ่มากบอกว่า



."ท่านนั่งอยู่นี่ไง จะให้ท่านช่วยอะไรก็บอกท่านสิ"


ผีผอมก๋องพูดไม่ออกเพราะกรรมมันปิดปาก อาตมานึกขึ้นมาได้ ถ้าขืนให้อยู่นานเดี๋ยวโซ่คล้องคอลากไปอีกจึงอุทิศส่วนกุศลให้ตามที่หลวงพ่อปานสอน จึงบอกว่า

.
"ตั้งใจโมทนาตาม ทีหลังมา ข้าไม่ให้พูดแล้วข้าให้เลย"
.
พอว่าจบผีผอมก๋องก็ก้มลงกราบ กราบไปครั้งแรกลุกขึ้นมาก็ผอมตามเดิม กราบครั้งที่สองลุกขึ้นมาก็ผอมตามเดิม พอกราบครั้งที่สามลุกขึ้นมา คราวนี้ชฎาแพรวพราวเช้งวับไปเลย



การได้รับส่วนกุศลนี้ ขึ้นอยู่กับท่านนั้นมีโอกาสโมทนา ท่านก็ได้รับ แต่ถ้าท่านนั้นไม่มีโอกาสโมทนาก็ไม่ได้รับเปรียบเหมือนเราเอาสิ่งของไปให้ แต่ผู้รับเขาไม่รับ เขาก็จะไม่ได้ของ ถ้าพวกเขาอยู่ในนรก ไฟไหม้ทั้งวัน ถูกสรรพวุธสับฟันทั้งวัน ถ้าเราเอาขนมไปให้กิน เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้กินขนมปรทัตตูปชีวีเปรตเป็นเปรตระดับที่12แบ่งเป็น2พวกคือ พวกที่มีกรรมบางอยู่ข้างหน้า เราอุทิศให้แผ่กระจายเขาโมทนาได้ แต่พวกที่มีกรรมหนาอยู่ข้างหลัง ให้แผ่กระจายนี่เขาโมทนาไม่ได้ถึงแม้จะมีสิทธิ์โมทนาก็ตาม เขาไม่มีโอกาสพวกปรทัตตูปชีวีเปรตมายืนอยู่นานไม่ได้ ส่วนสัมภเวสีก็มีความหิวแต่อยู่นานได้ จึงต้องให้เจาะจงเฉพาะตรงถ้าไม่ให้ตรงเฉพาะก็รับไม่ได้เพราะกรรมหนัก ฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศลเวลาจะให้ ให้ว่าเป็นภาษาไทยให้เรารู้เรื่องและให้สั้นที่สุด

.


การอุทิศส่วนกุศลแก่บุคคลต่างๆที่ตายไปแล้ว ถ้านึกได้ออกชื่อเขาก็ดี เพราถ้ากรรมหนาอยู่นิด ถ้าออกชื่อเจาะจงเขาก็ได้รับเลย ถ้านึกไม่ออกก็ว่ารวมๆ"ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี'ถ้าขืนนั่งไล่ชื่อน่ากลัวจะไม่หมดมีอยู่คราวหนึ่งนานมาแล้วไปเทศน์ด้วยกัน3องค์ บังเอิญมีอารมณ์คล้ายคลึงกัน วันนั้นทายกนำอุทิศส่วนกุศลออกชื่อคนตายกับบรรดาญาติท้งหลายที่ตายไปแล้ว ปรากฎว่าบรรดาผีทั้งหลายก็เข้ามาเป็นหมื่นล้อมรอบศาลา คนที่เป็นญาติก็โมทนาแล้วผิวพรรณดีขึ้น พวกที่มิใช่ญาติก็เดินร้องไห้กลับไป ตอนท้ายมีคนถามถึงการอุทิศส่วนกุศลว่าทำอย่างไร


พระองค์หนึ่งท่านเลยบอกว่า"ญาติโยมที่นำอุทิศส่วนกุศล อย่าให้ใจแคบเกินไปนัก อย่าลืมว่าการทำบญแต่ละคราว พวกปรทัตตูปชีวีเปรตก็ดี พวกสัมภเวสีก็ดี จะมายืนล้อมรอบคอยโมทนา แต่ถ้าเราให้แก่ญาติ ญาติก็จะได้ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติก็จะไม่ได้ฉะนั้นควรจะให้ทั้งหมดทั้งญาติและไม่ใช่ญาติ"

และตอนที่พระให้พร เจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว มีการถวายสังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตั้งจิตอธิฐานเรียกว่า"อธิษฐานบารมี" ถ้าท่านตั้งใจเพื่อพระนิพพานก็ต้องอธิฐานเผื่อไว้ โดยอธิฐานว่า




"ขอผลบุญทั้งหมดนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ถ้าหากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ในชาติใดก็ตาม ขอคำว่า "ไม่มี" จงอย่าปรากฎแก่ข้าพเจ้า"
ถ้าเราต้องการอะไรให้มันมีทุกอย่าง จะไม่รวยมากก็ช่าง เท่านี้ก็พอแล้ว
.

การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปีๆบุญก็ยังมีอยู่ ถ้าทำไปแล้วสัก30ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้บุญไม่หายไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศ ส่วนกุศล ผู้ทำเป็นผู้ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ ถ้าเราไม่ให้เราก็กินคนเดียว ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากเดิม อย่างเรื่องของ พระอนุรุทธ สมัยที่ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวญ้าให้ช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านรับบาตร



.
ท่านก็เปรียบให้ฟังว่า

.
"สมมุติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างสไสชวหมด อยากทราบว่าไฟของโยมจะยุบไหม"

.
ท่านพระอนุรุทธก็ตอบว่า ไม่ยุบ
.
แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า
.
"การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกันให้เขา เขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไปไหน"




=========================

บทความที่ได้รับความนิยม