Blog นี้สร้างมาเพื่อ เป็นสื่อกลางให้ผู้สนใจในการปฏิบัติ ได้มาศึษาหาความรู้ และ แนะนำสถานที่ปฏิบัติให้แก่ผู้สนใจ และ ช่วยนักปฏิบัติผู้กำลังหลงทาง ให้เจอทางออก และ เข้าถึงซึ่งความเป็นจริงของสภาวะ

22 สิงหาคม 2554

โลกหน้ามีจริง ตายแล้วไม่สูญ



     สืบเนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักสำนักปู่สวรรค์ จากการได้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สำนักปู่สวรรค์เมื่อสามปีมาแล้ว ได้อ่านหนังสือและศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสำนักปู่สวรรค์ ที่ก่อตั้งโดย ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้เห็นถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และ ความเพียรอันยิ่งยวด ที่ท่านได้เสียสละตนเพื่อพระศาสนาและประเทศชาติ


     ท่านได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อให้โลกเกิดสันติภาพ โดยให้ประชาชาติทั้งหลายได้เข้าถึงความดีงามอันสูงสุดของแต่ละศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อให้โลกได้เกิดความสงบอย่างแท้จริง อีกทั้งได้เห็นถึงพระเมตตาของพระโพธิสัตว์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด และ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังสี ที่มีความเป็นห่วงมวลมนุษย์และประเทศชาติที่อยู่ในช่วงกลียุคขณะนั้น ( ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่อิทธิพล และ เกิดสงครามอินโดจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ) เทพพรหมเบื้องบน จึงได้มีมติให้จัดตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้นในโลกมนุษย์

     เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ เพื่อบำบัดโรคภัยแก่ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือไม่สามารถรักษาได้โดยแพทย์แผนปัจจุบัน เผยแพร่ธรรมคำสอนตามหลักวิปัสสนาสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้มวลมนุษย์ที่มีทุกข์ ได้นำไปปฏิบัติและเป็นสรณะที่พึ่งอันแท้จริง

     ซึ่งหลวงปู่ทวดและสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) ได้ช่วยเหลือและสั่งสอนธรรม โดยผ่านญาณ ( ร่าง ) ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นฆราวาสอยู่ แม้ว่าเรื่องราวคำสอนต่างๆที่ท่านได้เทศน์เอาไว้จะผ่านมาเกือบสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ข้าพเจ้าเห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ปฏิบัติจะพึงได้รับ จึงอยากเผยแพร่เป็นธรรมทาน เพื่อให้ผู้ที่มีศรัทธาในองค์หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำธรรมะที่ท่านได้อ่านนั้นไปพัฒนา ปรับปรุง กระทำ แก้ไข เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป


     ปัจจุบัน สำนักปู่สวรรค์ อาจจะไม่เป็นเหมือนตอนที่ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีการมาเทศน์สอน ไม่มีการรักษาโรค ขององค์หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต และท้าวชินนะปัญชนะ เนื่องจากท่านอาจารย์ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ เมื่อ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ภายหลังจากที่หุบผาสวรรค์เมืองศาสนาได้ถูกปิดลง ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่นหุบผาสวรรค์เมืองศาสนาที่สร้างขึ้น ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาถ้ำพระ ทำให้ไปขัดผลประโยชน์แก่เหล่านายทุนที่ต้องการระเบิดหินบนเทือกเขาถ้ำพระ ประกอบกับการทำงานของสำนักปู่สวรรค์ขณะนั้น ไปไกลจนถึงต่างประเทศระดับนานาชาติ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นตามไม่ทัน และไม่เข้าใจการทำงานของสำนักปู่สวรรค์

     โดยท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้เดินทางไปพบ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางการเมือง ผู้นำองค์กรที่สำคัญต่างๆ เพื่อให้ผู้นำเหล่านั้นได้ตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยใช้พลังศาสนา เพื่อให้เกิดความสงบสุขอันถาวร รณรงค์ให้ลดการผลิตอาวุธต่างๆ รณรงค์ให้มีการรับประทานอาหารมังสวิรัติ เพื่อภราดรภาพและสันติภาพ ของโลกมนุษย์

     ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นสิทธิของทุกท่าน แต่ธรรมะและความดีงามยังปรากฏอยู่เสมอเมื่อท่านได้ศึกษาและเข้าถึงด้วยปัญญาจากธรรมะ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้ฝากเอาไว้ในโลกมนุษย์นี้

โลกหน้ามีจริง ตายแล้วไม่สูญ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เทศน์ผ่านญาณ ( ร่าง ) อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์



     โลกหน้ามีจริง ตายแล้วไม่สูญ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว...ทุกหนแห่ง มีสิ่งลี้ลับอัศจรรย์ของวิญญาณอยู่มาก..แต่มนุษย์ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ค้นคว้า ไม่ได้ปฏิบัติจิต..
     แล้วก็มีมนุษย์บางพวก ตนเองปฏิบัติไม่ถึงก็สำคัญผิดว่า..ผู้อื่นก็ไม่ถึงด้วย จึงด่วนลงความเห็นว่า...สิ่งนี้ไม่จริง สิ่งนั้นไม่จริง
"ท่านจะเข้าถึงโลกวิญญาณได้..ขอให้ท่านปฏิบัติตนตามขั้นตอน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา"
(เทศน์โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี)


ตอนที่ 1...โลกวิญญาณตั้งอยู่ที่ไหน

( วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2512 )


     อาจารย์ลัดดา : พรหมโลก เทวโลก นรกโลก ตั้งอยู่ที่ไหนค่ะ ?
     สมเด็จ : ในเรื่องนี้อาตมาเทศไว้เยอะแล้ว โลกวิญญาณกับโลกมนุษย์กั้นกันแค่กระดาษแก้วทิพย์ใส ภาวะจะถึงโลกวิญญาณ ท่านย่อมต้องทิ้งในโลกมนุษย์ คือกายในกายของท่านบริสุทธิ์

    
จักรวาลมนุษย์นี้สิ้นสุดที่ดาวราหู เลยจากดาวราหูคือ..ยมโลก เลยจากยมโลกก็คือ..เทวโลก เลยจากเทวโลกก็คือ.. พรหมโลก

     
ทุกวันนี้มนุษย์อวดตนเก่งกำลังหาทางไป อาตมาขอบอกว่าให้ไปเมืองนาคในมหาสมุทรอินเดียก่อน ก่อนที่จะไปโลกพระจันทร์ ปราสาทของนาคตั้งอยู่ในดินแดนมหาสมุทร มนุษย์ยังม่กล้าไปถึงเลย แล้วจะไปถึงโลกวิญญาณ


     โลกวิญญาณนั้นท่านไม่สามารถไปด้วยวัตถุหรอก ท่านจะต้องไปด้วยกายในกาย ท่านจะต้องปฏิบัติตนให้เหนือกาย นี่คือ หลักธรรมะชั้นสูง อธิบายไปก็ฟังไม่เข้าใจ

     คือในหลักของการสอนขององค์สมณโคดมก็คือว่า สัจจะคือความจริง ความจริงของธรรมะ ตนปฏิบัติถึงได้เรียกว่าผู้อื่นมาดูได้แล้วปฏิบัติตามได้ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธกลายเป็นมนุษย์ตั้งเป็นนักปราชญ์แขนงหนึ่ง เรียนเพื่อเถียง เรียนเพื่อคุย ไม่ใช่เรียนเพื่อทำ จึงทำให้ยุคปัจจุบันนี้คนเสื่อมลง



     ศีลธรรมนั้นไม่เสื่อม ศาสนานั้นไม่เสื่อม สัจจะย่อมมีแต่มนุษย์ไม่ค้น เรียนแต่พวกทฤษฎี แล้วก็เอาแต่พูด ไม่พยายามปฏิบัติ กลายเป็นว่ามีวิชาประดับโลก ไม่ใช่วิชาพ้นทุกข์



     องค์สมณโคดมเข้าค้นสัจจะอันนี้ ก็คือรู้หลักแห่งความทุกข์ ค้นหาเหตุแห่งการมาของทุกข์เพื่อดับทุกข์ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้ศึกษาในหลักของพุทะศาสนาในรูปนี้ เขาศึกษษเพื่อว่า ฉันนี้ก็รู้ แล้วก็เถียงกัน



     เพราะฉะนั้น อาตมาจึงว่ารุ้สึกเบื่อในการลงมาในโลกมนุษย์ แล้วทำงานของมนุษย์ในยุคนี้ เขาเรียกทำแบบไม่มีโครงการ ไม่มีแผนงาน ไม่มีวินิจฉัย ทำแบบขอไปที ซึ่งเป็น


     ภาวะแห่งยุคกลียุคใกล้ระเบิดขึ้นในโลกมนุษย์แล้ว เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนว่า ผู้มีศีลมีธรรมเท่านั้น ผู้มีมนุษย์ธรรมเท่านั้นที่จะอยู่รอด


เจริญพร
 


ตอนที่ 2...วิญญาณอิสระ

(วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2513)


สานุศิษย์ : อยากทราบว่า วิญญาณอิสระ นี่เป็นวิญญาณชนิดไหนครับ?
สมเด็จ :
เจริญพรคือในเรื่องของวิญญาณนี้ ในการตายของมนุษย์นั้น อาตมาเทศน์ไว้ที่นี่เยอะแล้วว่า มีตายเทียม ตายเพราะอสูรฆ่า ตายเพราะอายุขัยยังไม่ถึง และตายเพราะถึงอายุขัย (ตายแท้)



     เรื่องของคำว่า ตายเทียม นี้ อยู่ในภาวะการณ์ บางคนเป็นการป่วยเจ็บของกายเนื้อ สภาวะการณ์แห่งวิญญาณในกายทิพย์นี้ไม่สามารถที่จะรั้งอยู่ในกายเนื้อนี้ สายใยแห่งการติดเชื่อมของวิญญาณกับกายเนื้อได้ผลัดหลุดในผู้นั้น เช่น บางคนเกิดอุบัติเหตุ มีการเจ็บปวดขนาดหนัก ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ภาวการณ์นั้นแลเขาเรียกพลังแห่งจิตไม่เพียงพอ ทนพิษบาดแผลจิตไม่เพียงพอ ไม่ได้ฝึก แล้วถูกในการครอบงำของกิเลสของวัตถุ เมื่อนั้นวิญญาณนั้นจะหลุดจากร่างโดยฉับพลัน เขาเรียกว่า ตายอย่างไม่ถึงเวลา




     ทีนี้ ในภาวการณ์นี้แล วิญญาณเหล่านี้ไม่ได้ถูกยมโลก เทวโลก พรหมโลกรับไป ถ้าท่านเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ เมื่อตายแล้วไม่สูญแล้วไซร้ จะต้องมีโลกอีกโลกหนึ่งรับทราบในการเคลื่อนไหวของวิญญาณแต่ละพวก แต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า แต่ละชั้น


     ถ้าคนที่ตายอย่างถึงอายุขัยแล้ว (ตายแท้) แต่ยังไม่มีการที่จะหลุดไปสู่ในการเป็นเทพ ไปเป็นพรหมก็ดี เขาเรียกว่าเป็นวิญญาณปุตุ ถ้าเป็นวิญญาณปุตุแล้วไซร้ เขาเหล่านี้ระหว่างตายนั้นจะมีพวกยมทูต หรือว่าพวกเจ้าหน้าที่ เจ้าทาง เจ้าเขา เจ้าป่า ที่ได้รับมอบหมายจากผู้รับผิดชอบในหน่วยนั้นให้มารับวิญญาณนั้นๆ


     เพราะฉะนั้น ถ้าคนที่ตายอย่างถึงอายุขัยแห่งความสิ้นจากโลกมนุษย์แล้ว ก่อนตาย ถ้าผู้นั้นมีบุญหรือว่าเคยสร้างกุศลมา อาจจะรู้ตัวภายใน ๓ วัน เขาก็จะพูดในกิจต่างๆ ให้ลูกหลานรับทราบ ถ้าผู้นั้นมีบุญน้อยก็จะรู้ล่วงหน้าสำหรับตัวเขา ๑ วัน เขาอาจจะบางครั้งในการมองหน้าญาติ มิตร ลูก หลาน อย่างเวทนา ก่อนที่จะตายแต่พูดไม่ได้ เพราะว่าขณะนั้นกระแสจิตถูกการบังคับของผู้ที่จะมารับวิญญาณไปชำระตามกฎในวัฏสงสาร ในยมโลก





     ทีนี้ วิญญาณอีกจำพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าวิญญาณจำพวกตายเทียม พวกนี้เป็นวิญญาณอิสระ วิญญาณอิสระหมายความว่า เมื่อตายจากโลกมนุษย์นี้วิญญาณจะไปทุกหนทุกแห่งตามแต่วาระของจิต วิญญาณแห่งกายทิพย์นั้นจะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ของเขา ในสภาวการณ์แห่งการดีก็ไปสู่ในที่ดี ถ้าในสภาวการณ์แห่งการเลวก็ไปสู่ที่เลว หรือไม่วิญญาณเหล่านี้ก็จะไปถูกการควบคุมของเทพของพรหม ของพระภูมิเจ้าที่หรืออะไร เขาเอาเป็นลูกมือรับใช้ในระหว่างวิญญาณอิสระ



     มีวิญญาณจำพวกหนึ่ง ที่ระหว่างโคจรในการเที่ยวไปตามพิภพแห่งวิญญาณอิสระนี้แหล่ เขาไปเจอคนที่มีกรรมพัวพัน เขาอาจจะเข้าไปปฏิสนธิมาเกิด เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าบางคนพอเลี้ยงลูกเริ่มจะโตก็ต้องมาตายเสีย อันนี้เพราะว่า เมื่อวิญญาณนี้ถึงอายุขัยตามกฎโลกวิญญาณแล้วเขาจะส่งบัญชีทิพย์อันนี้ให้กับทูตผู้รับผิดชอบมารับวิญญาณนี้ พวกยมทูตเหล่านี้เขาจะมีทิพยจักษุอันหนึ่ง คือสามารถสอดส่องว่าวิญญาณอิสระนี้ขณะนี้อยู่ที่ไหน จะไปนำมาในรูปอย่างไร



     ยังมีอีกพวกหนึ่งที่เคยฝึกฌานญาณ แล้วก็ตายอย่างไม่ถึงเวลาเขาเรียกว่าตายเทียม เมื่อไปอยู่โลกวิญญาณพวกนี้ชอบมาหากินกับมนุษย์ บางครั้งก็มาอ้างชื่อว่าเป็นอาตมา เพื่อมารับการเซ่นไหว้ ทีนี้เมื่อเขายังไม่ถึงกฎแห่งการตายแท้ของอายุขัยแล้วไซร้ แม้แต่ยมบาลก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะว่าโลกวิญญาณเขาเคารพในเกียรติ ในกฎ ในวินัย อย่างเคร่งครัด ไม่มีการที่จะล่วงล้ำแผนงานของใคร และมีความเคารพในอาวุโส และเคารพในระเบียบแห่งอายุขัยของผู้นั้นที่ยังไม่ถึงเวลาแห่งการตาย



     เพราะฉะนั้น ระหว่างวิญญาณนี้เป็นอิสระก็สามารถที่จะคิด ทำอะไรก็ได้ และถ้าวิญญาณนั้นมีฌาน มีญาณ จะทำผิดแบบแผน ผิดกฎของโลกวิญญาณได้เสมอ เขายังไม่มีการลงโทษในขณะนั้น เพราะเขาถือว่าอายุขัยแห่งความสิ้นสุดในการเป็นมนุษย์ของเขายังไม่หมดตามอายุขัยแห่งบัญชีที่บันทึกไว้ ฉะนั้น วิญญาณเหล่านี้จึงเรียกว่า วิญญาณอิสระตามคำเรียกศัพท์ของโลกวิญญาณนั่นแหละ



ตอนที่ 3…อริยทรัพย์

(วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔)





     อาจารย์ชุบชีพ นกแก้ว : ลูกอยากจะเรียนถามเรื่องอริยทรัพย์ กับทรัพย์สินเงินทอง มันต่างกันที่ตรงไหน ทรัพย์สมบัติต่างๆ ทำไมไม่เรียกว่าอริยทรัพย์ และอริยทรัพย์ที่พระพุทธเจ้าท่านรับสั่ง ต่างกันอย่างไรจึงเรียกอริยทรัพย์?



     สมเด็จ : เจริญพร คือในคำว่า “อริยทรัพย์” นั้น อริยทรัพย์ หมายถึง อริยทรัพย์ที่เป็นสิ่งยั่งยืน และเป็นสิ่งที่เรียกว่าปัจจัตตังแห่งการอยู่รอดของนามธรรม จึงถือว่าเป็นอริยทรัพย์




     ส่วนทรัพย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทรัพย์นี้เขาถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาด้วยสามกรรมที่ใหญ่ เรียกว่าสามพญามารที่แฝงอยู่ในกาย การที่ได้มาในเครื่องต่างๆ แห่งการใช้ก็ดี แห่งการกินก็ดี แห่งการอยู่ก็ดี สิ่งเหล่านี้ที่ท่านได้ในทรัพย์ ในด้านของคำว่าวัตถุนี้ ท่านได้ด้วยโทสจริต ได้ด้วยโมหจริต ได้ด้วยโลภจริต เพราะฉะนั้น ทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยที่ไม่มีความคงทนอยู่รอดของการเสวยสุขแห่งด้านนามธรรม


     อาจารย์ชุบชีพ : ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เอาติดตัวไปได้ไหมเจ้าคะ?


     สมเด็จ : ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เอาติดตัวไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะอะไรเล่า เพราะว่าท่านตาย ท่านก็เอาเงินไปสักอีแปะหนึ่งไม่ได้ เมื่อท่านมีอยู่ ท่านหวง ท่านก็ไม่สบายใจ เพราะฉะนั้น ทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์ที่ท่านสร้างขึ้นมาด้วยความทุกข์ใจ และทำให้เกิดความระแวง ทำให้จิตของท่านในด้านฝ่ายนามธรรมนี้ไม่ปรกติสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ห่วง หลง อยู่ในวัตถุสมบัติ คนเหล่านี้ เขาเรียกว่าเป็นคนที่ถูกกิเลสครอบงำ จนไม่ลืมหูลืมตาพิจารณาถึงวาระสุดท้ายแห่งการตาย ว่าภาวะถึงเวลานั้นท่านตายไป สิ่งที่ท่านหวง สมบัติที่ท่านห่วง ทรัพย์ที่ท่านเก็บ สิ่งเหล่านี้ท่านนำเอาติดตัวไปปรภพได้หรือไม่




     อาตมาขอตอบว่าไม่ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถึงวาระแห่งการตายถึงอายุขัยของท่านแล้วไซร้ ภาวะนั้นถ้าท่านมีกุศลหรือได้สร้างบุญไว้ อันนี้ท่านจะเชื่อหรือไม่ อันนี้ขอให้ท่านนำไปพิจารณาเอาเอง ก็คือว่าท่านจะมียมทูต เทวทูต พรหมทูต มารับตัวท่านไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกวิญญาณ




รูปก็ดับ นามก็ดับ แล้วเอาอะไรไปเสวยกรรม





     สมเด็จ : ทีนี้ ในระหว่างที่ท่านตายนั้นแหล่ จิตวิญญาณท่านไปเสวยกรรม อันนี้หมายความว่า เป็นการอธิบายให้เข้าใจ คำว่ารูปและนามนี้ต้องเข้าใจว่า นามนั้น วิญญาณธาตุนั้นแหล่จะดับพร้อมกับขันธ์ ขันธ์แห่งสมมติของดิน น้ำ ลม ไฟ แต่วิญญาณทิพย์นี้ย่อมไม่ดับ เพราะฉะนั้น การเสวยกรรมของทางพุทธศาสนา ก็คือการเสวยกรรมของวิญญาณทิพย์ วิญญาณทิพย์จึงเป็นการไม่แน่นอน คือเคลื่อนไปสู่การเกิดตามภพตามชาติตามสังสารวัฏ




     เมื่อท่านตายใหม่ๆ สมมติว่าระหว่างยมทูตมารับท่านอยู่นั้น ท่านบอกว่า เดี๋ยวก่อน ขอให้ฉันดูสมบัติของฉันก่อน ท่านดูแล้วท่านก็เอาไปไม่ได้ แม้แต่ซากศพของท่านเอง ถ้าคนเป็นไม่จับศพท่านใส่โลงแล้วไซร้ ศพของท่านก็ต้องปล่อยให้เน่าเปื่อยตามภาวะ ตามกรรมและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าท่านสร้างวัตถุทรัพย์ไว้มากๆ แล้วไม่รู้จักแบ่งก่อนตายก็เท่ากับท่านไม่ได้สร้างโลงของท่านเอาไว้



     ถ้าเกิดลูกหลานของท่านมีตัวโลภครอบงำกันมาก ถ้าท่านตายปุ๊บ เขาจะบอกว่าคนตายช่างมัน สมบัตินำมาแบ่งกันก่อนดีกว่า นี่คือเรื่องของจิตใจมนุษย์ ที่มีตัวโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าวัตถุและทรัพย์ ทรัพย์ที่ท่านเห็นด้วยตาเนื้อนี้ ท่านย่อมเอาไปไม่ได้แม้แต่อีแปะหนึ่งเมื่อท่านตาย



บัญชีทิพย์

     อาจารย์ชุบชีพ : ทีนี้สงสัยที่หลวงพ่อว่า วิญญาณทิพย์ไม่ดับได้แก่อะไรเจ้าคะ?



     สมเด็จ : วิญญาณทิพย์นี้ก็คือจิตวิญญาณแฝงอยู่ในกายเนื้อ อันนี้ต้องอธิบายถึงการเกิดดับ ท่านเชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ นรกสวรรค์มีจริง ก็ฟังแล้วไปคิด ถ้าท่านไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ท่านฟังแล้วก็ถือว่าสมเด็จโตมาเล่านิยายให้ฟังก็แล้วกัน




     คือระหว่างที่ท่านเป็นมนุษย์นั้นแหล่ ท่านย่อมที่จะมีกรรมพัวพันกับมนุษย์ ระหว่างการเป็นคนอยู่ทั่วๆ ไป ก็จะทำทั้งกุศลและอกุศลบวกลบอยู่ในนั้น โดยไม่สามารถที่จะแยกแยะออกมาให้รู้ว่าอะไรเรียกว่ากุศล อะไรเรียกว่าอกุศล ตั้งแต่เกิดจนตาย



     แต่ว่าในโลกอีกโลกหนึ่ง ท่านเชื่อหรือไม่ว่า มีเทวดามากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร เขาจะจดบัญชีในการเป็นคนของท่านไว้อย่างละเอียดลออ เรียกบัญชีทิพย์ แล้วไปบวกลบคูณหารในโลกวิญญาณ ทีนี้พลังแห่งการไปบวกลบคูณหารในโลกวิญญาณ ก็คือการเสวยกุศลกับอกุศล และเมื่อท่านเสวยกุศลและอกุศล หรือว่าเสวยทุกข์และสุขในโลกอีกโลกหนึ่งแล้วไซร้ เมื่อหมดทั้งกุศลและอกุศลแล้ว วาระนั้นวิญญาณของท่านก็จะเป็นวิญญาณอิสระ





วิญญาณไปเกิดได้อย่างไร





     สมเด็จ : ภาวะแห่งวิญญาณอิสระนี้แหล่ เมื่อท่านยังเป็นวิญญาณปุตุ ท่านก็จะหาที่เกิด หาที่เกิดโดยท่านจะเริ่มจากการคิดขึ้นมาก่อน ก็เปรียบเสมือนหนึ่งว่าท่านอยู่นรก ก็คือถูกขังอยู่ในคุก ระหว่างท่านออกจากคุกนั้นแหล่ ท่านจะคิดว่าเรามาติดอยู่ในคุก ๑๐ ปีแล้ว ขณะนี้จะไปหาใครก่อน อันนี้เปรียบง่ายๆ คือวิญญาณเมื่อเสวยในภพแห่งกรรมวิบากของตนที่สร้างในชาติหนึ่งแล้ว ก็จะไปหาที่เกิด ก็จะเกิดคิดถึงใครขึ้นมา




     ภาวะแห่งการคิดถึงใครขึ้นมานี้ วิญญาณนี้เคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่าอณูปรมาณู เคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่าลม ก็จะไป ระหว่างไปนั้น ปัจจัยจะต้องให้ผล ประกอบกรรมก็คือร่วมประเวณี ภาวะแห่งการร่วมประเวณีนี้ วิญญาณที่จะปฏิสนธิ ตามหลักกายวิภาคของนักวิทยาศาสตร์ หรือว่าของนักชีวะเขา ก็คือว่า หญิงไข่สุก อสุจิชายผสม นี่เล่าตามภาวะแห่งการนั่งตรวจ หรือว่าการศึกษาในโลกวิญญาณ นี่เป็นเรื่องธรรมะ อย่าคิดอกุศล




วิญญาณปฏิสนธิในครรภ์มารดา

     ภาวะในขณะนั้น ที่หญิงชายร่วมประกอบกรรมนี้แหล่ จะทำให้วิญญาณนี้ เห็นเป็นแสงสีศิวิไลซ์ น่าดูน่าชม แสงสีที่วิญญาณเห็นว่าน่าดูน่าชมนั้นจะมีอำนาจลึกลับ สามารถมีกระแสดึงดูดจิตวิญญาณนั้นเข้าปฏิสนธิสู่ในครรภ์ทันที ในขณะที่ดูดจิตวิญญาณของท่านเข้าปฏิสนธิในครรภ์นั้น ขณะนั้นหญิงไข่สุก อสุจิชายผสมฉับพลันร่วมเป็นปัจจัยให้วิญญาณเข้าร่วมปฏิสนธิในขณะนั้น เรียกว่าเป็นอณูปรมาณูของจิตวิญญาณ และของกรรมของกายเนื้อของมนุษย์




สภาพเด็กเกิดใหม่

     ทีนี้ เมื่อท่านเกิดในภพภูมิมนุษย์ วิญญาณเข้าปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้ว คล้ายๆ กับท่านถูกห่อหุ้มอยู่ในที่มืด พอคลอดออกจากครรภ์มารดาก็จะร้อง อ๊า ๆ ๆ ก็เปรียบเสมือนหนึ่งคนที่เป็นลมขนาดหนัก หรือเกิดช็อกขนาดหนักจนไม่รู้สึกตัว เมื่อฟื้นขึ้นมาเขาจะลืมเรื่องที่เขาทำไป


     ท่านจะสังเกตเด็กเกิดใหม่ๆ นั้นแหล่ เขาจะมีอารมณ์อันหนึ่ง นึกว่า เอ เรานี่ทำอะไร ก็นึกไม่ออกเปรียบเสมือนคนที่เป็นลมลงไป หรือเกิดช็อกกะทันหัน พอเริ่มมีสติ ก็จะรู้สึกว่า เอ ขณะนี้เราเกิดเป็นอะไรไปทำไมจึงมานอนอยู่ที่นี่


     ถ้าอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือความสะเทือนขนาดหนักของประสาท จนเลือนลางในเรื่องเดิม เมื่อเกิดในปัจจุบันภพ ความทับถมในปัจจุบันภพทำให้ลืมในอดีตชาติ ในระหว่างนั้นก็จะถูกการปรุงแต่งในปัจจุบันชาติ ถ้าเกิดเป็นแขกก็จะถูกการปรุงแต่งในปัจจุบันให้พูดภาษาแขก เพราะสิ่งปรุงแต่งเข้าไปทับถมอยู่ในสิ่งแวดล้อมในการกระทำของมนุษย์ทับถม จึงต้องขัดเกลาในด้านนามธรรม ค้นหาอริยทรัพย์ นี่คือคำอธิบายที่พอจะให้เข้าใจในเรื่องวิญญาณทิพย์



ตอนที่ 4…ทำไมจึงเกิดเป็นหญิง

(วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕)



     คุณบุญยง ว่องวานิช : หลวงพ่อสมเด็จครับ กระผมขอถามปัญหาอาจจะเป็นปัญหาปากคอก แต่ว่าเป็นปัญหาสามัญที่คนมักจะถาม ก็คือเพราะเหตุใด เพศหญิงจึงด้อยกว่าเพศชายครับ แล้วทำกรรมอะไรจึงเกิดเป็นหญิงครับ?



     สมเด็จ : คือภาวะแห่งการที่จะเกิดเป็นหญิงนั้น อยู่ในสภาพการณ์แห่งความวิบาก และที่ผู้หญิงเกิดความอ่อนแอกว่าผู้ชายก็เพราะว่าสภาพอาการ ๓๒ นั้น เขาบอกว่า ผู้หญิงนั้นขาดโครงกระดูกหนึ่งอันเหลือ ๓๑ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า เขาอุปมาอุปไมยทั่วไป


     การที่เกิดเป็นสตรีนั้น ก็คือว่า ผู้นั้นจะต้องมีหลักแห่งการเขาเรียกว่า อยู่ที่เจตนาจิตและอยู่ที่วิบากกรรมที่ตนสร้างมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เรียกว่าระหว่างเป็นชาย สภาวะแห่งการเป็นชาย ชาติที่เป็นชายนั้น ไม่มีศีลธรรม ชอบหลอกลูกสาวชาวบ้านมาเป็นเมีย แล้วก็ทิ้ง ภาวะกรรมวิบากนี้ ก็อาจจะส่งผลไปสู่ในอนาคตของการเกิดอีกชาติหนึ่งเป็นหญิง เรียกว่าจากเจตนาของการแช่งของผู้หญิง ผู้ชายคนนี้พอลงจากตีนบันไดก็โสดทั้งนั้น พอได้เราแล้วก็ทิ้งเราอย่างกับหมูกับหมา ไม่เห็นอกเห็นใจลูกผู้หญิง นี่คือเรียกว่า เจตนากรรมของฝ่ายที่สาปแช่งก็อาจจะทำให้เกิดเป็นหญิง

     ทีนี้อีกกรณีหนึ่ง ผู้ชายบางคนก็อาจจะอยากเกิดเป็นผู้หญิง นี่คือเจตนาแห่งจิตวิญญาณระหว่างการเป็นคน ก็อาจจะส่งผลไปสู่การเกิดเป็นผู้หญิง






วิญญาณมาเกิดตามหลักวิทยาศาสตร์

     สมเด็จ : ที่อธิบายอย่างนี้ ท่านนักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะค้าน ก็ย้อนเข้าหลักวิทยาศาสตร์ ก็คือว่า อยู่ที่ภาวะกรรมของผู้ที่จะเป็นบิดามารดามีกรรมพัวพันกับเราขนาดไหน เพราะคนเราจะเกิดมาได้ต้องอาศัยจิตวิญญาณของบิดมารดา เขาเรียกว่าอยู่ที่บิดา แล้วก็ถ่ายเข้ามารดาหลังจากที่เราเสวยกรรมในปรภพ จบสิ้นการใช้กรรมนั้นๆ แล้วจิตวิญญาณเราจะเป็นอิสระ ขณะจิตวิญญาณเราเป็นอิสระนั้นแหล่ เราก็จะเกิดความนึกคิดขึ้นมาในมโนภาพ อาจจะคิดถึงผู้ชายก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ ที่มีกรรมพัวพันกับเรา เขาเรียกว่าวิญญาณเคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่าอณูปรมาณู ขณะจิตที่คิดปุ๊บนี่ จิตวิญญาณของท่าน กายทิพย์ของท่านจะเคลื่อนไปสู่บ้านนั้นทันที



     ถ้าในขณะนั้น บ้านนั้น หญิงชายกำลังร่วมประเวณีกัน ภาวะแห่งกรรมวิบากที่ท่านมีความเกี่ยวข้องกับชายหญิงผู้นั้น ท่านจะเห็นเป็นแสงสีที่น่าดู แสงนั้นก็จะมีพลังเสมือนหนึ่งแม่เหล็ก จะดูดวิญญาณท่านปฏิสนธิในครรภ์มารดาทันที ขณะนั้นทางวิทยาศาสตร์ก็คือว่า หญิงไข่สุก ตัวอสุจิของชายเข้าผสม ถ้าขณะนั้นเป็นไข่ตัวเมีย จิตวิญญาณก็ปฏิสนธิเข้าสู่ไข่ตัวเมียด้วยการผสมของเชื้อตัวเมียแห่งอสุจิ ท่านก็จะฟักตัวเป็นพืชพันธุ์ปัจจุบันชาติแห่งการเป็นหญิง



     ทีนี้ ท่านอาจจะบอกว่า เอ๊ะ สมเด็จโตทำไมเก่งนัก สมเด็จโตเคยมีเมีย สมเด็จโตบวชตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ จนกระทั่งตาย ไม่มีเมียนะจ๊ะ ที่เทศน์ได้อย่างนี้เพราะว่า ใช้ในหลักของการเข้าฌานตรวจการเกิดดับของสัตว์ จึงรู้ละเอียดเช่นนี้แหล่


ตอนที่ 5…วิญญาณเข้าสิงร่างมนุษย์

(วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔)





     ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล : หลวงพ่อครับ เมื่อเร็วๆ นี้ มีหนังสือพิมพ์ลงเรื่องเกี่ยวกับผีผู้หญิงจีนที่หัวขาด ที่ศรีราชา แล้วก็ได้ความว่าตายมา ๑๕ ปีแล้ว แต่ก่อนนี้ทำไมจึงไม่แสดงปาฏิหาริย์ เพิ่งมาแสดงปาฏิหาริย์เร็วๆ นี้ เป็นเพราะอะไรครับ?


     สมเด็จ : ที่ไหน


     ศ.ดร.คลุ้ม : ที่ศรีราชาครับ คือผู้หญิงคนหนึ่ง ประวัติที่เขานำมาเล่าให้ฟัง ตอนที่ผีเข้าสิงว่า ผู้หญิงคนนี้ไปเยี่ยมสามี มีคนบอกว่าผู้หญิงจีนอายุ ๓๐ ปี ถูกรถสิบล้อทับ ขาขาด คอขาด หัวกระเด็นไปติดต่ออยู่บนต้นไม้แล้วผู้หญิงคนนี้เขากำลังเดินไปเยี่ยมสามีที่โรงพยาบาล ขณะเดินผ่านต้นไม้ เห็นผู้หญิงอยู่บนต้นไม้ยิ้มให้ด้วย ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้หญิงคนนั้นพอเดินไปถึงโรงพยาบาล ก็มีอาการผิดแปลกไปจากคนธรรมดา


     หมอตรวจอาการแล้วบอกว่าต้องตายแน่ หัวใจเต้นช้าเหลือเกิน หมออีกคนตรวจพบว่าหัวใจเป็นปกติ แล้วเขาไม่ลืมตาเลย หมอถามว่าลืมตาไม่ได้หรือ คนไข้บอกว่าไม่ได้หรอก ขืนลืมตาเดี๋ยวหมอจะตกใจมีหมอคนหนึ่งขืนไปเปิดตาคนไข้ดูแล้วก็ตกใจไม่สบายไปหลายวัน อันนี้อะไรเพราะอะไรครับ แล้วผีได้บอกว่าตอนที่ยิ้มให้แล้วได้เข้าไปอยู่ในกระเป๋าผู้หญิงคนนั้น จริงหรือเปล่าครับ



     สมเด็จ : เรื่องมันเป็นว่า เป็นการพัวพันในอดีตชาติของมนุษย์คนนี้กับผีเปรตตนนั้น คือหมายความว่า เขาตายในขณะจิตที่อยู่ในภาวะที่มีห่วง และตายอย่างไม่ถึงอายุขัย ภาวะแห่งการตายไม่ถึงอายุขัยนี้แหล่ จึงทำให้เขามีพะวงสิ่งหนึ่งที่จะคอยพบกับผู้ที่มีกรรมพัวพัน พูดง่ายๆ ก็คือว่า ผู้หญิงคนที่ถูกเขาสิงนี้ ในอดีตชาติเคยเป็นลูกเขามาก่อน ภาวะแห่งการที่ในอดีตชาติเคยเป็นลูกเขามานี้แหล่



     อันนี้จะต้องอธิบายถึงความเป็นอยู่ของวิญญาณ ความเป็นยู่ของวิญญาณนั้น ถ้าวิญญาณนั้นตายโดยไม่ถึงอายุขัย แล้วเป็นวิญญาณปุตุ ปุตุ ในที่นี้หมายถึงวิญญาณที่ไม่ได้บำเพ็ญในด้านนามธรรม ในด้านอำนาจฌานญาณ ภาวะถ้าตายอย่างไม่ถึงอายุขัยแล้ว เขาจะถือว่าเป็นวิญญาณอิสระ พลังแห่งการเป็นวิญญาณอิสระนั่นแหล่ จะมีพลังแห่งการหยั่งรู้ของตนขึ้นมา ก็พยายามนั่งนึก แต่แยกแยะคำว่า อดีต ปัจจุบัน อนาคตไม่ได้



     ก็คือหมายความว่า นั่งแยกแยะเหตุการณ์ว่า คนนั้นเคยเป็นลูกเรานี่ คนนี้เคยเป็นพี่เรานี่ เคยเป็นอะไร คือสามัญสำนึกแห่งธรรมชาติของจิตวิญญาณโผล่ขึ้นมา พลังอันนี้เมื่อคิด เมื่อมีความยึดก็อยู่คอยวาระที่จะว่าพบลูกของตนคนหนึ่งที่จะต้องผ่านมาทางนี้ และภาวะนั้นก็คือว่าผู้หญิงผู้นั้นกำลังอยู่ในชะตาไม่ดีเขาก็ได้เข้าในผู้หญิงนั้น






สภาวะที่วิญญาณเข้าสิง

     สมเด็จ : สภาวะแห่งการเข้าในผู้หญิงนั้น ที่เขาบอกว่าเข้าไปในกระเป๋านั้น เป็นการพูดโวหารตลกของผีหัวขาดนั้น


     การที่วิญญาณจะตามมานั้น ว่าตามหลักก็คือว่า มนุษย์นี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยธาตุแห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ภาวะแห่งธาตุดินน้ำลมไฟแล้วไซร้ วิญญาณสิงสถิตพร้อมด้วยการกระจายอยู่ในวิญญาณธาตุ พลังแห่งการกระจายอยู่ในวิญญาณธาตุก็คือว่า กายทิพย์ของท่านนี่จะอยู่ตรงนี้ (หลวงพ่อสมเด็จชี้ตรงบริเวณท้ายทอย) จิตวิญญาณท่านถ้ารวมได้จะอยู่ตรงนี้ (ชี้ตรงหน้าผากระหว่างหัวคิ้วทั้งสอง) คือพลังแห่งการใช้งาน เพราะฉะนั้นคนโบราณเขาจะถือว่ากลางค่ำกลางคืนจะเดินไปไหน ห้ามผูกอะไรบนหน้าผาก ผีมันจะไม่เห็นแสงคน มันจะเข้ามาชนกับคน






     เพราฉะนั้น วิญญาณนี้จะมาในลักษณะนั่งท้ายทอยมา คือ พลังของกายทิพย์กับกายทิพย์จะสัมผัสกันที่ท้ายทอย ก็ตามมาตามมาก็ค่อยๆ แทรกซึมเบียดกายทิพย์ของวิญญาณหญิงคนนี้ จนสามารถแผ่เข้าไปในวิญญาณธาตุ พลังอันนี้เขาเรียกว่า อำนาจจิตของวิญญาณย่อมมี คือ ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า พวกโอปปาติกะหรือพวกคนปุถุชน เมื่อตายไปก็เป็นวิญญาณปุตุ ก็มีพลังจิตที่จะมาบีบรัดกายทิพย์ของมนุษย์ที่เป็นๆ ที่ไม่มีสมาธิได้




วิญญาณใช้พลังบังคับกายเนื้อ






     สมเด็จ : เมื่อพลังอันนั้นแผ่ซ่านเข้าในกายได้เรียบร้อยแล้วไซร้ ย่อมสามารถใช้อำนาจนี้บังคับประสาทในกายเนื้อ ทำให้หัวใจเต้นช้าก็ได้ ทำให้หัวใจเต้นเร็วก็ได้ อันนี้อยู่ที่พลังแห่งการบีบรัดของการแทรกซึมของการเข้าไปในกายเนื้อนี้แล้ว เรียกว่าวงการแพทย์หรือพวกนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะพวกอาจารย์ชีวะเขาก็งง



     อย่างขณะนี้ อาตมาใช้ร่างมนุษย์คนนี้อยู่ ท่านจะเอาอะไรมาลองวัดหัวใจรับรองให้หมอสักร้อยคนชั้นดอกเตอร์ดีกรีพ่วงท้ายมากๆ ด้วยจะจับว่าคนนี้จะมีโรคก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีโรคก็ไม่เชิง คืออาตมาสามารถจะให้หัวใจเขาเต้นนาทีละ ๓๐๐ ครั้งก็ได้ อยู่ๆ ลองวัดอีกที หัวใจไม่เต้นเลยก็ได้ อันนี้หมายถึงว่าใช้พลังบีบรัด สามารถแทรกเข้าไปในกายเนื้อของมนุษย์แล้ว พลังอันนี้จะแผ่ไปทั่วร่างมนุษย์นี้อย่างฉับพลันเร็วยิ่งกว่าอะไร พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือว่า เร็วยิ่งกว่าน้ำกับน้ำเจอกันกลืนทันที



การถอยของวิญญาณ

     สมเด็จ : ทีนี้ เวลาจะออกนี้ก็รวมตัว คือถอยของพลังธาตุ ท่านอย่าลืม วิญญาณที่ถูกจับทรงก็ดี วิญญาณที่ถูกผีอำก็ดี วิญญาณเจ้าของร่างเขาจะไม่อยู่ห่างจากกายเนื้อ วิญญาณของเขาจะพยายามเบียดเข้ามา มีช่องว่างก็จะพยายามเบียดเข้ามาในกายเนื้อ เปรียบเสมือนหนึ่งผู้ที่คิดทำลายประเทศ คอยแทรกซึม ถ้าไม่มีช่องว่างเขาจะไม่แทรกเข้าไป ถ้ามีรูที่ไหนเขาเข้าแทรกที่นั่น






     สมมติเวลาถอย วิญญาณทิพย์ถอยจากปลายเท้าขึ้นมาจุดนี้ (จุดกลางตัว) วิญญาณของคนๆ นั้นก็จะมาถึงตรงนี้ทันที (จุดกลางตัว) เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นว่าอาตมาตอนกลับจะนอน วิญญาณทิพย์เคลื่อนจากเท้าจะมาตรงนี้ วิญญาณของร่างทรงเขาจะซึมเข้ามาทางเท้าทันทีคือวิญญาณของคนที่ยังไม่ตายหรือไม่ถึงอายุขัย ยังมีสังขารจะหวงร่างมาก ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือว่า แมวห่วงบ้านมากกว่าห่วงคน หมาห่วงเจ้าของมากกว่าห่วงบ้าน ฉันใดก็ฉันนั้น


สาเหตุที่วิญญาณเข้าสิงร่างมนุษย์





     สมเด็จ : ถ้าคนนั้น ยังไม่มีการแตกสลายของขันธ์กายเนื้อ และตายอย่างไม่ถึงอายุขัย หรือว่าวิญญาณของบุคคลที่ถูกผีสิงก็ดี ถูกเทวดาเข้าก็ดี วิญญาณเขาจะพยายามทุกวิถีทางที่เข้าร่างกายเนื้อ นี่คือความละเอียดของวิญญาณ จึงขอสรุปว่า ที่เขาเข้าผู้หญิงคนนี้ เพราะ

     ๑. ผู้หญิงคนนี้กำลังดวงมืด

     ๒. ในอดีตชาติเคยเป็นลูกของผีคนนี้ คือมีความพัวพันกันมาในอดีตชาติจึงมาเข้าร่างได้

     ๓. ผีตนนี้จะถึงวาระเกิด จะมาขอส่วนบุญ

     นี่คือวินิจฉัยให้ละเอียดไปเลย ทีนี้คนไม่เข้าใจเขาจะบอกว่าสมเด็จโตนี่เลอะ ถามคำเดียวว่าเมืองจีน
 อยู่ที่ไหน ไปคุยเรื่องอเมริกาก่อน คือคนเราไม่เข้าใจ เราพยายามจะอธิบายธรรมะให้คนเข้าใจมันก็ทิฐิว่าข้านี้เก่ง เจ้าถามมาคำ ข้าตอบไปคำ ข้าคืออาจารย์ อาจารย์ที่จะเป็นอาจารย์ที่ดีนั้น เขาจะต้องแยกแยะชี้แจงให้ลูกศิษย์หายสงสัย โดยไม่ต้องตั้งคำถามบ่อยๆ

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์อย่างสมเด็จโตนี้ไม่หากินกับมนุษย์ไม่เหมือนพวกนักแต่งตำราต้องขยักไว้ก่อน หรือไม่เหมือนนักแต่งนิยาย อ่านต่อฉบับหน้า เพื่อเอาสตางค์ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้อธิบายให้กระจ่างเลยว่า ที่หมอวัดแล้ววินิจฉัยว่าจะตายหรืออะไรนั่นน่ะ เป็นเพราะอะไร




พลังจิตออกทางตา

     สมเด็จ : ทีนี้ ในเรื่องของประสาทตาก็คือหมายความว่า เมื่อวิญญาณของผีผู้หญิงเข้ามาจุดนี้ (เข้าสิง) ได้แล้ว ก็ใช้พลังทิพย์อันนี้กระจายกายทิพย์ไปในวิญญาณธาตุทั่วกายเนื้อ จึงสามารถทำให้ประสาทตาคนนี้แข็งได้ ท่านจะดูว่าเวลาพระพรหมชินนะท่านมา นัยน์ตาแข็งเหมือนตาเหยี่ยวจริงๆ อันนี้อยู่ที่การแผ่พลังของวิญญาณที่เข้านั้นมีพลังขนาดไหน พอจะเข้าใจไหม

     ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล : เข้าใจครับ แล้วเหตุผลที่คนที่ถูกผีสิงนี้เขาหลับตาทำไม เมื่อหมอเขาบอกให้ลืมตา เขาจึงบอกว่าลืมตาไม่ได้ เดี๋ยวจะกลัว แล้วก็มีหมออีกคนหนึ่งที่ว่าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ก็ไปเปิดตาเขาโดยพลการ หมอก็เลยตกใจ ตกใจแล้วไม่สบายไปตั้งสามวัน นี่เป็นเพราะอะไรครับ ?

     สมเด็จ : อันนี้ที่เขาไม่ลืมตา เพราะว่าผีเปรตหรือพวกอสุรกายที่เข้านั้นน่ะ ถ้าเขาลืมตา ตาเขาจะแข็งทื่อ แข็งทื่ออย่างน่ากลัวมาก ก็เรียกว่าเป็นผีที่มีคุณธรรมนิดหน่อย คือกลัวคนอื่นจะตกใจ ก็บอกว่าเจ้านี้อย่าบังคับข้าลืมตาเลย


     ทีนี้ หมอคนนั้นก็อยากลองดี ด้วยความไม่เชื่อ จะดูตาเขา ขณะที่ไปเปิดตาเขานี่ ถูกพลังจิตของผีหัวขาดพุ่งออกมาทางสายตา พลังอันนี้ก็เรียกว่าเข้าทำลายในกระแสจิตวิญญาณของหมอผู้นั้น จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิกิริยาในกายเนื้อขึ้น ก็คือถูกอำนาจจิตสะกด หรือถูกอำนาจจิตทำลาย ท่านจะดูพวกที่สักของก็ดี พวกที่สักน้ำมันอะไรก็ดี พอพระพรหมชินนะเดินผ่านไป มันจะขึ้นมาเต้น มีปฏิกิริยาทันที


     นี่เพราะพลังอำนาจจิตที่เหนือกว่า ใช้พลังอันนี้ทำลายกระแสขณะที่เขาเปิดตา เรียกว่าเมื่อเปิดตาเขาขึ้นมา เขาจ้องอย่างตาถลนใหญ่ขึ้นมาด้วยอำนาจจิตของเขา หมอจึงตกใจในขณะนั้น


วิชาไสยศาสตร์กับนักพลังจิต






     สมเด็จ : คือวิญญาณนั้นเขาใช้พลังที่เรียกว่า “สายดำ” ว่าตามหลักของโยคีเขามีทั้งพวกสายขาวและสายดำ เรียนวิชาสายดำก็เรียกว่าใช้ทำลาย วิชานี้ถ้าภาษาชาวบ้านเราก็เรียกว่าไสยศาสตร์ คือใช้พลังจิตบีบรัดวิญญาณฝ่ายตรงข้าม เหมือนกับพวกโยคีภูเขาหิมาลัยที่ฝึกถึงขั้นสูงสุดของเขาจริงๆ นั้น หากเขาไม่กลัวบาป เขากล้าพนันว่า คนนั้นที่เจ้าเห็นอยู่นี่ ฉันสามารถทำให้ตายได้ในเวลาหนึ่งชั่วโมง ถ้าข้าทำให้เขาตายได้ เจ้าจะให้ข้าเท่าไหร่ ถ้าคนกล้าพนัน


     ขอเพียงแต่ให้เขาสามารถจ้องตาคนนั้นเพียงครั้งเดียว พวกที่มีพลังจิตสูงเขาสามารถใช้อำนาจจิตตัดกายทิพย์ของผู้นั้นออกมาได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความลี้ลับ มันเป็นความมหัศจรรย์ของจิต ความลี้ลับของวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก


     เพราะฉะนั้น ในการที่หมอป่วย ก็เพราะถูกพลังกายทิพย์ของวิญญาณผีที่ไปเปิดตาเขาโดยพลการ กลั่นแกล้งเอา คือเรียกว่า อวดดีพยายามอยากจะดูตาฉัน นึกว่าตาฉันน่าพิศวาสมากนักหรือ




วิญญาณกับศูนย์รวมกรรม

     ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล : สำหรับรายนี้ก็หมายความว่า ถ้าผีผู้หญิงนี้ ได้รับส่วนกุศลที่ผู้หญิงที่ถูกสิงแผ่กุศลไปให้เขาแล้ว ถึงเวลาเขาก็จะไปเกิด เมื่อถึงเวลานั้น วิญญาณนี้ก็จะออกไปเองโดยไม่ต้องทำพิธีไล่ ใช่ไหมครับ ?


     สมเด็จ : ไม่ต้อง เขาจะออกไปเอง แล้วเขาจะเดินทางไปศูนย์รวมกรรมเอง ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดมาก ถ้าวิญญาณที่ทำผิดมากเขาจะพยายามหนี พยายามหนี เมื่อยมบาลเขาเปิดบัญชีขึ้นมา เขาก็จะส่งยมทูต เทวทูต หรือพรหมทูต มาตามหาว่า เวลานี้วิญญาณนี้อยู่ที่ไหน รีบจัดการไปเอามา


     ทีนี้ วิญญาณที่ตายยังไม่ถึงอายุขัยนี้เขาก็จะรู้ อยู่ในสภาพวิญญาณแล้วเขาจะรู้ในขณะนั้น ว่าบัดนี้ถึงอายุขัยแล้ว ต้องไปเสวยกรรม เขาก็อาจจะไปศูนย์รวมกรรมเอง นี่คือเรื่องง่ายๆ

     ถ้าวิญญาณนั้นดี ไม่ใช่เป็นวิญญาณเกเร ก็ไม่ต้องไปขับไล่หรอก เราทำกุศลให้ เมื่อถึงเวลาผีนั้นก็จะไปเสวยกรรมวิบากที่เขาสร้างมา

     ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล : อย่างนี้เป็นวิญญาณอิสระ ตามที่หลวงพ่อเคยเทศน์ให้ฟังใช่ไหมครับ ผมเข้าใจแล้วครับ



ตอนที่6...ยมทูตเอาผิดตัว

(วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔)

 



     คุณภูเบศร์ : หลวงพ่อสมเด็จครับ มีคนเฒ่าคนแก่เคยเล่าให้ฟังว่าคนตาย บางครั้งยมทูตเอาตัวผิดไป แล้วเอาคืน อย่างนี้มีจริงหรือเปล่าครับ ?


     สมเด็จ : เรื่องตายนี่ อาตมาเทศน์ไว้เยอะแยะแล้ว ถ้าท่านตายอย่างถึงอายุขัย ก่อนตาย ๓ วัน ท่านจะรู้สึกมีอะไรแปลกๆ มันจะรู้สึกแปลกๆ ทำอะไรแปลกๆ บางทีพูดคนเดียว บางทีหัวเราะคนเดียว บางทีบอกมีใครมาชวนโน่นชวนนี่ นั่นแสดงว่ากายทิพย์ของท่านกำลังจะรวมตัวสู่ปรภพ นี่พูดถึงเรื่องตายถึงอายุขัย คือในขณะนั้นจะมีกระแสติดต่อของพวกยมทูต เทวทูต พรหมทูต มาพร้อมที่จะมาคอยวิบากกรรมของท่าน

     สำหรับในเรื่องที่ว่ายมทูตเอาตัวผิดนี้ มีบางครั้งเหมือนกันคือชื่อเหมือนกัน สมมติว่าให้ไปจับนายแดงท่าพระจันทร์ ยมทูตมาถึงท่าช้างก็มีนายแดง เจ้าที่ท่าช้างก็บอกว่า นี่ ท่านยมทูต วันนี้ฉันได้สินบนหัวหมูมาตัวหนึ่ง เหล้าโรงสองขวด ท่านมาเมากันก่อนเถอะ แล้วค่อยไปจับ พวกรุกขเทวดา พวกยมทูตที่ชอบกินก็มี ก็กินจนเมา เลยขี้เกียจเดินไปถึงท่าพระจันทร์ จับนายแดงท่าช้างไปก็แล้วกัน

     เพราะนั่นก็แดง นี่ก็แดง พอไปถึงยมบาลก็บอกว่าให้ไปเอาแดงท่าพระจันทร์ ทำไมเอาแดงท่าช้างมา นี่รีบเอาไปส่งเสียก่อนที่กายเนื้อเขาจะเน่า ในกรณีนี้ มนุษย์ที่ถูกจับไปนั้น อาจจะมีบุญบางครั้งอาจจะมีบาป เรียกว่าสร้างบาปมาก แต่มีกุศลในอดีตที่หนุนให้ดีขึ้นมา ก็ให้ไปดูการลงโทษของยมโลก กลับมาแล้วจะได้กลับตัวเป็นคนดี





เจ๊กโกหน้าวัดระฆังตายแล้วฟื้น

     สมเด็จ : ครั้งหนึ่ง สมัยอาตมามีสังขารอยู่วัดระฆังฯ หน้าวัดมีเจ๊กโกคนหนึ่ง เป็นชาวไหหลำ เขาก็ท่องแต่ว่า “ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าได้กิน” พระเณรเดินผ่านเขาจะไม่ใส่บาตร


     อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันสาทจีน เขากำลังกินไก่อยู่ดีๆ ก็ตายไปฉับพลัน เรียกว่าเป็นโรคท้องจุกตาย แต่ตายไป ๒๔ ชั่วโมง กลับมาใหม่ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ พอตื่นเช้ามาใส่บาตรเรื่อย ชาวบ้านก็ไปถามว่า เจ๊กโกเอ็งบอกว่าทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าได้กิน แล้วทำไมเดี๋ยวนี้ เอ็งตื่นเช้าทำบุญเรื่อย


เขาบอกว่า “ทำบุญไม่เสียเปล่าหรอก” เพราะตอนกูตายไปแล้ว ยมบาลบอกว่าของมึงไม่มี มีโน่นกระดาษเงินกระดาษทองที่มึงเผามานั้นแน่ะ ไปกินซิ จะกินยังไง ไฟมันร้อนอย่างนั้น หิวน้ำก็หิว ยมบาลก็ไล่กลับมาบอก “มึงไม่เคยทำบุญกลับไปทำบุญใหม่”



     สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า บังเอิญ บางขณะบางที ผู้นั้นมีกุศลที่จะช่วยให้เขาไปสู่ปรภพในทางที่ดี ก็อาจจะถูกจับผิดตัว เรียกว่าไม่เสมอไ บางคนก็อาจจะเรียกว่าตายอย่างไม่ถึงเวลาตายก็มี นี่หมายความว่า สายใยแห่งการติดของกายทิพย์กับกายเนื้อยังไม่ได้ตัดขาดจากกัน ถ้าสายใยแห่งกายทิพย์กับกายเนื้อนี้ตัดขาดแล้วไซร้ ก็คือว่าพลังแห่งในกายท่านมีธาตุทั้งสี่ประชุมพร้อม ถ้าสายใยแห่งธาตุไฟขาดสะบั้น ร่างกายท่านจะเน่าเปื่อยทันที มีอะไรอีกไหม


ตอนที่ 7…กฎของโลกวิญญาณ

(วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓)





     สานุศิษย์ : หลวงพ่อคะ เมื่อสองปีที่แล้ว คุณแม่ของลูกเป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วก็เส้นโลหิตแตกตาย แล้วพวกลูกๆ ได้รับคุณพ่อมาอยู่ที่กรุงเทพฯ คุณพ่อบอกว่าไม่อยากอยู่กับลูกคนไหน อยากจะไปอยู่กับคุณแม่ พออยู่กันได้ ๒๓ วัน คุณพ่อก็เป็นลมตาย ลูกอยากทราบว่าคุณพ่อกับคุณแม่ได้ไปอยู่ด้วยกันหรือเปล่า?

     สมเด็จ : คือว่า ถ้าท่านเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ท่านควรอย่ายึดใครเป็นสรณะ การเกิดเป็นบิดา มารดา บุตร หลาน นั้น สืบเนื่องจากอดีตกรรมส่งผลในการพัวพันในอดีตชาติมาทันในปัจจุบันชาติ เพราะฉะนั้นผู้ที่สิ้นไปแล้ว ย่อมที่จะต้องไปเสวยกรรมวิบากกรรมของตน ท่านอย่านึกว่าการเป็นสามีภรรยาอยู่ในปัจจุบันชาติ ตายไปแล้ววิญญาณจะไปเป็นสามีภรรยากันอย่างเก่า นั่นคือพวกหลง
     พวกที่ติดต่อแค่เหล่าพวกอมรมนุษย์ แล้วก็อวดดีขึ้นมา อย่าลืมในกฎของโลกมนุษย์ ถ้าท่านถึงจุดของนรกโลก ยมโลก เทวโลกแล้ว ท่านจะไม่มีความรู้จักของการพัวพันกับบิดามารดา ทุกคนเสวยอยู่ในกรรมวิบากของตน



     "ทีนี้ในการเรียกว่า เมื่อเรามีความกตัญญูต่อบิดามารดาที่มีกรรมพัวพันส่งผลให้เราเกิดเป็นคนนั้น เราก็ควรจะทำในวิถีการในการทำการใดๆ ด้วยความเมตตากรุณา ส่งผลให้กุศลนั้นถึงเขาในปรภพ เมื่อนั้นเขาก็สุข เราก็สุข ท่านอย่าลืม การหลั่งน้ำตา แสดงถึงบุคคลนั่นไม่ใช่บุคคลที่จะเป็นผู้นำคน ผู้นำไม่มีคำว่าหลั่งน้ำตา มีแต่หลั่งน้ำเลือด"



     การที่เราจะไปรู้ถึงการเป็นอยู่ของความทุกข์ สุขของวิญญาณที่มีความเกี่ยวข้องกับเรานั้น เป็นสิ่งที่ว่า ถ้ารู้ดีเราก็แค่เบิกบาน รู้ว่าไม่ดี เราก็เกิดความทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอาตมา อาตมาถือว่า เรามีความกตัญญูกตเวที เราก็สร้างกุศลวิบากส่งผลไป เขาก็ได้รับก็สบาย เราอยู่โลกมนุษย์ก็สบายไปด้วย

     สานุศิษย์ : ลูกขอถามอีกข้อหนึ่งค่ะ วิญญาณคุณพ่อคุณแม่จะกระวนกระวายไหม ถ้าหากทราบความเป็นอยู่ของลูกๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่มีความสุขเท่าที่ควร

     สมเด็จ : ถ้าวิญญาณนั้นยังไม่เสวยกรรมวิบากก็จะเกิดความกระวนกระวาย แล้วเกิดอุปาทานขึ้น แต่ถ้าวิญญาณนั้นอยู่ระหว่างการเสวยกรรมวิบากแล้วไซร้ วิญญาณนั้นจะตัดขาดจากการเป็นลูกระหว่างวิญญาณกับมนุษย์     มีอะไรอีกไหม ไม่มีอาตมาก็จะกลับ



ตอนที่ 8…ผีบ้าน ผีเรือน ผีหลอก

(วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓)





     สานุศิษย์ : หลวงพ่อสมเด็จครับ กระผมมีความสงสัยเรื่อง เทพหรือพรหมทั้งหลายที่แบ่งวิญญาณออกไปอยู่ตรงโน้นตรงนี้ ไปประจำตรงโน้นตรงนี้ได้จริงหรือไม่ครับ?

     สมเด็จ : คือในภาวะแห่งการแบ่งภาคนี้ สภาพการณ์ในโลกมนุษย์ไม่เข้าใจ อาตมาก็ได้เทศน์เอาไว้แล้ว เมื่อภาวะผู้ใดปฏิบัติธรรม ผู้นั้นย่อมเสวยกรรมวิบากนั้น

     ทีนี้ ตามโบสถ์ก็ดี ตามเจดีย์ก็ดี ตามอะไรก็ดี ก็ย่อมีเทวดารักษา แล้วแต่ต่างกรรมต่างวาระในสถานที่นั้น เขาเรียกว่าบ้านก็ย่อมมีผีเรือน ผีเรือนนี้จัดอยู่ในเทวดาชั้นต่ำ อยู่ใกล้มนุษย์ เรียกว่า พวกอมรมนุษย์ อมรมนุษย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็จากเหล่ามนุษย์ที่ตายจากโลกมนุษย์ โดยเรียกว่าไม่ได้สร้างทั้งบุญและไม่ได้สร้างทั้งบาป เมื่อไม่ได้สร้างทั้งบุญไม่ได้สร้างทั้งบาปแล้ว เมื่อพ้นจากการวินิจฉัยของศูนย์รวมกรรม พวกนี้ย่อมอยู่เป็นวิญญาณอิสระ

     ภาวะแห่งวิญญาณอิสระนี้แหล่ จะปฏิบัติตนขึ้นสู่พรหมโลกก็ได้ขึ้นสู่พรหมสุทธาวาส ขึ้นสู่อรูปพรหมก็ได้ อันนี้ต้องอยู่ที่วิญญาณนั้น เมื่อยู่ในโลกวิญญาณแห่งการเป็นอมรมนุษย์นั้นจะมีฉันทะวิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการปฏิบัติของกายทิพย์หรือไม่

     สานุศิษย์ : ทำไมผีจึงต้องมาหลอกมนุษย์ด้วยครับ?

     สมเด็จ : ในสภาวะวิญญาณนั้น บางครั้งที่เขาเรียกว่า ผีหลอกนั้น ก็คือวิญญาณนั้นข้องอยู่ในอกุศลอารมณ์ เมื่อข้องอยู่ในอกุศลอารมณ์แล้วไซร้ ก็มีตัวอยากเกิดขึ้นมาได้ เมื่อมีตัวอยากเกิดขึ้นมาก็ย่อมที่จะหาวิธีการที่จะสัมผัสกับมนุษย์ในทางโลก อันนี้ บางครั้งเขาสามารถรวมพลังของกายทิพย์ให้เปล่งรัศมี กลายเป็นกายเนื้อได้ชั่ววินาที นี่คือเหล่าวิญญาณที่ยังมีกายหยาบ แต่ถ้าวิญญาณที่ไม่มีกายแล้วย่อมไม่มีกระแสแห่งการรวม



     และในการเคลื่อนไหวของวิญญาณนั้นเร็วยิ่งกว่าปรอท เรียกว่าหนึ่งวินาทีย่อมถึงพรหมโลก หนึ่งวินาทีย่อมถึงเทวโลก เพราะว่าเคลื่อนไหวด้วยทิพยวิญญาณ ทิพยจักษุ อันนี้จะเข้าซึ้งจะเข้าใจต่อเมื่อเราเจริญรอยตามองค์สมณโคดม ซึ่งได้วางหลักแห่งวิปัสสนากรรมฐานปฏิบัติไปตามขั้นตอนของฌานญาณ เมื่อท่านปฏิบัติถึงจตุตถฌานสี่แล้วไซร้ ท่านย่อมเข้าใจซึ้งถึงความเป็นอยู่ของเทพพรหม


ตอนที่ 9…ถ่ายภาพมีวิญญาณปรากฏ

(วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๒)





     อาจารย์ลัดดา : การที่ถ่ายรูปแล้วมีวิญญาณปรากฏ เป็นไปได้ไหมเจ้าคะ?
     สมเด็จ : คือในภาวะตอนนั้น วิญญาณบังเอิญรวมตัวของพลัง เขาเรียกว่าเจตนาของกายทิพย์ คือวิญญาณที่มาปรากฏร่างให้มนุษย์เห็นได้ ให้มนุษย์ถ่ายภาพได้นั้น เขาเรียกว่าเป็นวิญญาณที่ยังมีกายทิพย์ และยังมีกายหยาบ

     ถ้าจะอธิบายเรื่องของวิญญาณแล้ว เป็นสิ่งละเอียดมาก หลังจากมนุษย์ตายแล้ว ธาตุทั้งสี่สลายจากการเป็นคน จิตวิญญาณหลุดลอยออก ภาวะแห่งวิญญาณนั้นจะมีกายทิพย์อยู่ในกายหยาบ ถ้าวิญญาณนั้นมีการฝึกในด้านของสมาธิวิปัสสนามาบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นหลุดพ้น บางครั้งบางคราวย่อมสามารถที่จะรวมพลังเปล่งรัศมีของตนเขาเรียกว่าหลุดพ้น

     บางครั้งบางคราวย่อมสามารถที่จะรวมพลังเปล่งรัศมีของตนเขาเรียกว่าหลอกตาคน ก็คือรวมพลังแห่งจิตบังคับประสาทจิตของฝ่ายตรงข้าม ให้มาเห็นตัวตนของตน คือเรียกว่าพลังของเทพเจ้าบังคับมนุษย์ นี่คือเหล่าเทพที่ใกล้มนุษย์ พวกรุกขเทวดาชอบแสดง



     อาจารย์ลัดดา : ลูกศิษย์ของลูกที่ไปทำปริญญาตรีนี่ ลูกก็พยายามหนุนแกว่า ให้พยายามเอาวิชาฟิสิกส์มาทำยังไง ให้วิญญาณมาปรากฏในสายตามนุษย์ ถ้าเป็นไปได้อาจจะได้รางวัลโนเบล เป็นรางวัลของประเทศสวีเดนที่เขาตั้งไว้ ลูกก็พยายามเหลือเกินให้แกทำเป็นผลสำเร็จ



     สมเด็จ : มันต้องอยู่กับตัวเขาปฏิบัติแข็งหรือไม่ ทีนี้มนุษย์เราในยุคนี้ เขาเรียกว่าไม่มองตน พยายามมองคนอื่น ตัวปฏิบัติไม่ถึงก็ชอบโทษโน่นโทษนี่ คือในภาวะในหลักแห่งการดูเทพพรหมนั้น ในหลักแห่งการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน องค์สมณโคดมได้เข้าป่าเพื่อค้นในหลักแห่งสัจจะของรู้อันบริสุทธิ์นี้ขึ้นมา



     ก็คือท่านปฏิบัติจิตอยู่ในเอกัคตาจิต ภาวะแห่งเอกัคตาจิตนั้นแหละ รวมพลังของจิตวิญญาณให้นิ่ง จิตวิญญาณนี้นิ่ง สามารถพุ่งจากกายเนื้ออกไป เขาเรียกว่าตายระหว่างเป็นและเป็นระหว่างตาย ก็คือพุ่งจากกายเนื้อออกไป จิตวิญญาณจะรวมกันพุ่งไปอยู่ในรูปหนึ่งเห็นกายเนื้อ เมื่อพลังแห่งรักษาจิตวิญญาณนี้ได้แล้ว รวมองค์ฌานรัศมีได้แล้ว ย่อมที่จะรู้การจุติของเทพพรหม ก็คือสามารถไปพรหมโลก เทวโลก ยมโลกได้



     ในหลักแห่งความจริง ในหลักแห่งโลกุตระนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องแข็งหนึ่ง จะต้องไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลงประจำหนึ่ง จะต้องสิ้นแล้วแห่งกิเลสแห่งความอยากหนึ่ง จะต้องเลิกข้องกับมนุษย์หนึ่ง จะต้องรักษาอารมณ์หนึ่ง นี้ถึงจะถึงจุดแห่งการรู้



     เพราะฉะนั้น ในการทำ ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อให้มนุษย์สรรเสริญย่อมไม่มีทางได้ ทำงานเมื่อมีตัวอยากครอบงำย่อมถึงกระแสแห่งวิมุตติไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

     อาจารย์ลัดดา : ในกรณีของคุณพิสิทธิ์นี่ อาจจะต้องมีตัวอยาก คือเขาอยากติดต่อกับหัวหน้าผี คงไม่เป็นไรกระมังค่ะ?

     สมเด็จ : คือเวลานี้ อาตมาย้อนเขา เขาก็นิ่ง เขาเข้าใจว่าเขาถึงจตุตถฌาน อาตมาถามเขาว่า จตุตถฌานนี่ ท้องมึงหมุนหรือยัง เขาก็เลยรู้ว่าเขาอยู่ในอุปาทาน ไม่ใช่จตุตถฌาน



ตอนที่ 10…ค้นกายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม

(วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔)





     คุณขีด พูลประภัส : เกล้ากระผมมีปัญหาที่จะถามหลวงพ่อสมเด็จ กระผมข้องใจในข้อธรรมที่หลวงพ่อได้เทศน์ไว้ให้ค้นกายในกาย ให้ค้นจิตในจิต ให้ค้นธรรมในธรรม ให้ค้นวิญญาณในวิญญาณ หมายความว่าอย่างไรครับ?



     สมเด็จ : คือในหลักการที่จะค้นใน ๓ คำนี้ เขาเรียกว่าเป็นภาวะแห่งธรรมารมณ์ ภาวะแห่งธรรมารมณ์นี้หมายความว่า มนุษย์ทุกวันนี้ไม่ค้นตน ในการค้นตนนั้นก็ย่อมที่จะทำให้ท่านปลงสังขารในกาย สิ่งที่ท่านเห็นว่าสวยงามเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลอกหลอน สมมติของการหุ้มห่อของผิวพรรณ หุ้มเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นในกาย เมื่อท่านมาค้นกายในกายแล้วไซร้ ท่านจะรู้สึกว่า มนุษย์เรานี้กายในนั้นก็คือปฏิกูลบำรุงปฏิกูลให้ขันธ์นี้อยู่ เพื่อใช้กรรมตามวาระ คือเข้าสู่หลักแห่งปลงกรรมฐานนั่นเอง ในการเล่นอสุภเป็นอารมณ์



     ทีนี้ ในด้านของคำว่า “ค้นจิตในจิต” นั้นก็คือ ท่านอย่าลืมพลังแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ แห่งธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ในจิต เมื่อท่านสามารถปฏิบัติธรรมในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน จนสู่ในการรู้แจ้งแห่งฌานญาณนี้แล้วไซร้ เมื่อนั้นท่านก็จะรู้จิตในจิตเป็นอย่างไร



     ส่วนในภาวะของคำว่า “ค้นวิญญาณในวิญญาณ” นั้นก็เพราะว่ามนุษย์เราทั้งหลายประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับวิญญาณธาตุส่วนหนึ่ง แต่วิญญาณในวิญญาณ คือวิญญาณทิพย์อีกส่วนหนึ่ง ที่ซ้อนเร้นอยู่ในวิญญาณธาตุ ท่านจะค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้ต่อเมื่อท่านประกอบในจิตแห่งการสำเร็จในด้านคำว่าฌานญาณ เมื่อนั้นท่านย่อมจะตีในหลักคำ ๓ ประการนี้ได้อย่างถ่องแท้



"ถ้าท่านไม่ปฏิบัติในหลักสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อค้นกายในกาย ค้นจิตในจิต ค้นวิญญาณในวิญญาณ แล้วไซร้ ท่านย่อมไม่มีทางรู้ เพราะว่าธรรมารมณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่าไม่สามารถที่จะแสดงออกเป็นอารมณ์แห่งการพูดได้ จะต้องทำถึงจุดแล้วจะรู้นั้นเป็นอย่างไร"



     ดังสภาวะ เช่น ท่านศึกษาในพระธรรม ท่านจะเห็นว่า คนเขาถามว่า การเป็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระองค์ไม่ตอบ จะนั่งนิ่ง พูดว่า ท่านจงทำอารมณ์แห่งการนิ่งถึงตถาคต เมื่อนั้นจึงจะรู้ว่าตถาคตเป็นอย่างไร เพราะว่าในด้านแห่งนามธรรมนี้ เป็นด้านที่ละเอียด เรียกว่าจะพูดเป็นภาษาแห่งสมมติบัญญัตินี้ยาก จะต้องค้นเอง ทำเอง ปฏิบัติเอง ถึงเอง รู้เอง สิ่งเหล่านี้แล จึงเป็นสิ่งที่ยากสำหรับในยุคศิวิไลซ์นี้



     มนุษย์เรานั้นถ้าหลงอยู่ในกิเลสตัณหาทางโลก ไม่มาพิจารณาว่าการเกิดเป็นคนนั้น จะมีสังขารแห่งอายุอยู่ได้กี่พรรษา จากนั้นท่านก็ต้องตายจากโลกมนุษย์แล้วไปใช้กรรมในปรภพ ระหว่างเป็นมนุษย์ท่านจะปฏิบัติตนให้เขาสรรเสริญ หรือว่าจะให้เขาด่าเมื่อท่านตาย



     ในชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ท่านจะต้องตั้งเข็มทิศให้ถูกทาง มนุษย์เรานี้ถ้าเกิดมาไม่พยายามค้นรู้จักตัวตน มนุษย์ผู้นั้นก็ไม่สามารถที่จะทิ้งในหลักแห่งความโลภะ โทสะ โมหะ ได้ เมื่อท่านไม่สามารถทิ้งในหลักดังกล่าวได้แล้วไซร้ เมื่อนั้นท่านก็ไม่รู้จักกายในกาย นี่เป็นธรรมารมณ์แห่งธรรมะที่เป็นลูกโซ่ ที่จะแยกแยะชี้แจงให้รู้ด้วยปากเปล่านั้นยากเต็มทน

เจริญพร...

อันความจริง                จิตมนุษย์            แสนผ่องใส

ความรู้แท้                    อยู่ในจิต             เหนือสิ่งใด

มนุษย์ไซร้                   ไม่เข้าซึ้ง            ถึงความจริง

เกิดเป็นคน                   ถึงมีกรรม           ที่ตนสร้าง

สร้างทุกข์นำ                ให้เกิดตน            เพื่อใช้กรรม

วิบากกรรม                   ที่ตนทำ               ไม่สิ้นสุด

เสวยกรรม                    ตามกฎไซร้          สังสารวัฏ

อันมนุษย์                    เกิดเพราะ              กรรมเก่านำ

กรรมนำตน                  สู่พิภพ                   ปัจจุบัน

ปัจจุบัน                        สืบต่อ                    อนาคต

อยู่ที่ตน                        กระทำ                   จุดถึงไซร้

อันจิตตน                     พิสดาร                   อยู่ที่ตน

ค้นของจิต                  ให้ถึงจิต                   ย่อมรู้จิต

คนถึงธรรม                  ย่อมถึงธรรม            ด้วยการรู้ธรรม

จิตของตน                   เคลื่อนไหวไป          ตามภาวะ

สลายไป                      ในพิภพ                    โลกมนุษย์

แต่จิตหนึ่ง                   ยิ้มหนึ่งไซร้              ผ่องใสเอย

ถึงจุดนั้น                      ประภัสสร                  รู้แจ้งเอย.




........................................................................











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม