Blog นี้สร้างมาเพื่อ เป็นสื่อกลางให้ผู้สนใจในการปฏิบัติ ได้มาศึษาหาความรู้ และ แนะนำสถานที่ปฏิบัติให้แก่ผู้สนใจ และ ช่วยนักปฏิบัติผู้กำลังหลงทาง ให้เจอทางออก และ เข้าถึงซึ่งความเป็นจริงของสภาวะ

8 สิงหาคม 2554

ประวัติหลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)

     สืบเนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักสำนักปู่สวรรค์ จากการได้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สำนักปู่สวรรค์เมื่อสามปีมาแล้ว ได้อ่านหนังสือและศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสำนักปู่สวรรค์ ที่ก่อตั้งโดย ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้เห็นถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และ ความเพียรอันยิ่งยวด ที่ท่านได้เสียสละตนเพื่อพระศาสนาและประเทศชาติ ท่านได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อให้โลกเกิดสันติภาพ โดยให้ประชาชาติทั้งหลายได้เข้าถึงความดีงามอันสูงสุดของแต่ละศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อให้โลกได้เกิดความสงบอย่างแท้จริง อีกทั้งได้เห็นถึงพระเมตตาของพระโพธิสัตว์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด และ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังสี ที่มีความเป็นห่วงมวลมนุษย์และประเทศชาติที่อยู่ในช่วงกลียุคขณะนั้น ( ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่อิทธิพล และ เกิดสงครามอินโดจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ) เทพพรหมเบื้องบน จึงได้มีมติให้จัดตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้นในโลกมนุษย์
 
      เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ เพื่อบำบัดโรคภัยแก่ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือไม่สามารถรักษาได้โดยแพทย์แผนปัจจุบัน เผยแพร่ธรรมคำสอนตามหลักวิปัสสนาสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้มวลมนุษย์ที่มีทุกข์ ได้นำไปปฏิบัติและเป็นสรณะที่พึ่งอันแท้จริง ซึ่งหลวงปู่ทวดและสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) ได้ช่วยเหลือและสั่งสอนธรรม โดยผ่านญาณ ( ร่าง ) ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นฆราวาสอยู่ แม้ว่าเรื่องราวคำสอนต่างๆที่ท่านได้เทศน์เอาไว้จะผ่านมาเกือบสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ข้าพเจ้าเห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ปฏิบัติจะพึงได้รับ จึงอยากเผยแพร่เป็นธรรมทาน เพื่อให้ผู้ที่มีศรัทธาในองค์หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำธรรมะที่ท่านได้อ่านนั้นไปพัฒนา ปรับปรุง กระทำ แก้ไข เพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป
 

     ปัจจุบัน สำนักปู่สวรรค์ อาจจะไม่เป็นเหมือนตอนที่ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีการมาเทศน์สอน ไม่มีการรักษาโรค ขององค์หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต และท้าวชินนะปัญชนะ  เนื่องจากท่านอาจารย์ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ  ภายหลังจากที่หุบผาสวรรค์เมืองศาสนาได้ถูกปิดลง ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่นหุบผาสวรรค์เมืองศาสนาที่สร้างขึ้น ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาถ้ำพระ ทำให้ไปขัดผลประโยชน์แก่เหล่านายทุนที่ต้องการระเบิดหินบนเทือกเขาถ้ำพระ ประกอบกับการทำงานของสำนักปู่สวรรค์ขณะนั้น ไปไกลจนถึงต่างประเทศระดับนานาชาติ โดยท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้เดินทางไปพบ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางการเมือง ผู้นำองค์กรที่สำคัญต่างๆ เพื่อให้ผู้นำเหล่านั้นได้ตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยใช้พลังศาสนา  เพื่อให้เกิดความสงบสุขอันถาวร รณรงค์ให้ลดการผลิตอาวุธต่างๆ รณรงค์ให้มีการรับประทานอาหารมังสวิรัติ เพื่อภราดรภาพและสันติภาพ ของโลกมนุษย์

      ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นสิทธิของทุกท่าน แต่ธรรมะและความดีงามยังปรากฏอยู่เสมอเมื่อท่านได้ศึกษาและเข้าถึงด้วยปัญญาจากธรรมะ ที่พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้ฝากเอาไว้ในโลกมนุษย์นี้

นาคเสน ๕๕





พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์


(หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด)

ฝ่ายวิชาการ ชมรมสานุศิษย์สำนักปู่สวรรค์ รวบรวม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2536 วันมาฆบูชา


 ภูมิลำเนาเดิม


     หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เดิมท่านชื่อปู ท่านเกิดที่ตำบลพะโคะ อำเภอจะทิ้งพระ (ปัจจุบัน คือ สทิงพระ) จังหวัดสงขลา เมื่อวันแรม ๑๐ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๑๒๕ เวลา ๙ นาฬิกา บิดาของท่านเป็นมุสลิม ชื่อหู มารดาของท่านเป็นชาวพุทธ ชื่อจันทร์ ท่านเป็นบุตรคนเดียวของมารดาบิดา ตอนให้กำเนิดท่านนั้น มารดาของท่านอายุ ๔๕ ปีแล้ว



สมัยเด็ก


     หลวงปู่ทวดเริ่มเรียนหนังสือที่วัดดีหลวง ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ท่านชอบการบวชเป็นพระมาแต่เด็ก เห็นพระสวดมนต์ก็คิดว่าดี จึงไปขออนุญาตพ่อแม่ บวชเณร แรกๆ ก็เพื่อทดลอง แต่เมื่อบวชแล้ว กลับไม่ยอมสึก ที่เป็นดังนี้คงจะเป็นด้วยบารมีเก่า ที่ท่านจะสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ หรือจะได้เป็นพระสังฆราชแห่งกรุงอโยธยา (กรุงศรีอยุธยา) จึงช่วยให้ไม่อยากสึก




เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์



  หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) บวชที่อำเภอจะทิ้งพระ ตอนที่ท่านบวชเณรนั้นมารดาบิดาของท่านมีอายุ ๕๐ ปีเศษแล้ว ตอนท่านบวชเป็นพระ มารดาของท่านมีอายุ ๖๐ ปีเศษ เมื่อบวชแล้วท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจนอายุได้ ๒๕ ปี ระหว่างที่บวชอยู่นี้ มารดาบิดาของท่านชรามากแล้วและมีท่านเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นความหวังที่จะให้ตอบแทนบุญคุณบิดามารดา และหวังให้ท่านเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ไปขอร้องให้ท่านสึก บิดามารดาไปอ้อนวอนขอให้ท่านสึกถึงหน้ากุฏิ แต่ท่านไม่ยอมสึก

     ท่านถือว่าขนาดพระพุทธเจ้าเป็นถึงเจ้าชาย และมีพระนางพิมพา พระราหุล แล้ว ยังทรงสละราชบัลลังก์ ออกบวชได้ แล้วท่านเป็นบุคคลธรรมดา จะบวชให้ตลอดไปมิได้หรือ นอกจากนี้ ท่านยังถือว่า การบวชของท่านนี้ย่อมอำนวยประโยชน์อันสูงกว่าประโยชน์ในทางโลก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสละมารดาบิดาของท่านไปอยู่สงขลา ท่านอยากสอบเป็นมหาอาจารย์ต่อมาท่านได้เดินทางไปเมืองอโยธยา



มุ่งสู่อโยธยา

      ที่เมืองอโยธยา ท่านไปศึกษาวิชาการต่างๆ อยู่ที่วัดพุทไธศวรรย์ วัดพุทไธศวรรย์นี้เป็นวัดหลวงที่พระเจ้าอู่ทองได้ทรงสร้างขึ้นเมื่อก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงมาจากกรุงสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองได้ทรงเสด็จมาทางเมืองแพร่ แล้วมาสร้างวัดนี้ จากนั้นแล้วทรงสร้างกรุงอโยธยาเป็นเมืองหลวง


     พระเจ้าอู่ทองมักเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลยังวัดนี้เสมอๆ และได้ทรงพบกับหลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด) เป็นที่สบอัธยาศัยกัน ในที่สุด พระเจ้าอู่ทองทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน พ.ศ.๒๑๘๑ ต่อมา ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ ตอนนี้ท่านจึงได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านที่สงขลาอีกครั้งหนึ่ง



เหยียบน้ำทะเลจืด

      การเดินทางจากกรุงอโยธยาไปยังสงขลาในสมัยนั้น ต้องใช้เรือใบแบบสำเภาเป็นภาหนะ ระยะทางไปกลับใช้เวลา ๑ ปี เมื่อท่านไปเยี่ยมบ้านแล้ว ขากลับจะเดินทางจากสงขลามาอโยธยาก็ได้มาลงเรือที่สงขลา ก่อนออกเรือ พวกลูกเรือลำที่ท่านโดยสารไปซึ่งเป็นชาวมุสลิมได้ตั้งวงเล่นไพ่กัน และเล่นกันเพลินจนลืมเตรียมน้ำจืดไว้ใช้ในเรือ เมื่อเรือออกเดินทาง คนจึงไม่มีน้ำกิน พวกชาวเรือเหล่านั้นได้พากันกล่าวหาว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพราะมีภิกษุจัญไร คือท่านร่วมเดินทาง จึงทำให้พวกเขาลืมเอาน้ำจืดลงเรือไปด้วย จะพากันอดน้ำตาย แล้วตกลงจะจับท่านไปปล่อยไว้ที่เกาะหนูเกาะแมว



     ท่านจึงอธิษฐานว่า ”หากแม้ข้านี้สามารถที่จะสืบต่ออายุพุทธศาสนา ทำงานให้ศาสนารุ่งเรือง ขอให้น้ำทะเลบริเวณที่เท้าเหยียบลงไปนี้จงกลายเป็นน้ำจืดเถิด” แล้วท่านก็เอาเท้าจุ่มลงทะเล น้ำบริเวณที่ท่านจุ่มเท้าลงไปนั้นกลายเป็นน้ำจืด พวกชาวเรือสำเภานั้นจึงได้ตักขึ้นไว้ใช้ในเรือ ๑๓ โอ่ง มีน้ำใช้ตลอดทางจนถึงอโยธยา และด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้เองท่านจึงได้รับสมญานามว่า”หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด”


แก้ปริศนาธรรม

     หลังจากมาอยุ่อโยธยาได้ ๒ ปี (นับจาก พ.ศ.๒๑๘๑) ชาวลังกาได้ทาล้อมเมืองอโยธยาไว้ และได้ตั้งปริศนาธรรมท้าพนันเอาเมืองอโยธยา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินคิดไม่แตก ก็ได้นิมนต์พระภิกษุปู หรือ ราโม ธัมมิโก ที่วัดพุทไธศวรรย์ มาช่วยแก้ปริศนาธรรม หลวงปู่ทวดได้กู้บ้านเมืองไว้โดยอธิษฐานว่า “ถ้าหากท่านมีบารมีจะช่วยได้ก็ขอให้เกิดปัญญาแก้ไขปริศนาธรรมออก”



     ในที่สุดท่านก็แก้ปริศนาธรรมได้ กรุงอโยธยาไม่ต้องตกเป็นของชาวลังกา ด้วยคุณความดีของท่านในด้านต่างๆ รวมตลอดทั้งที่ได้กล่าวมานั้น พระรามาธิบดีที่ ๒ (โอรสพระเจ้าอู่ทอง)จึงได้ทรงสถาปนาให้ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงอโยธยาทรงพระนามว่า “สมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์”ดังสำเนาตัวอย่างประกาศแต่งตั้งดังต่อไปนี้



สำเนาตัวอย่าง

ประกาศราชสำนัก

ในราชวงศ์อู่ทอง แผ่นดินอโยธยา

ใบสำคัญฉบับนี้ ขอประกาศให้ประชาราษฎร์ในแผ่นดินข้าพเจ้าทราบทั่วกันว่า



      พระภิกษุปู หรือ ราโม ธัมมิโก ซึ่งดำรงตำแหน่งสมณะศักดิ์เป็นพระราชาคณะ มีพระนามว่าราชมุนีคุณูปมาจารย์ เลื่อนที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระสังฆราช ทรงพระนามคูรูปาจารย์นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งมีความดีความชอบดังนี้

     ๑.เป็นพระภิกษุที่มีความเฉลียวฉลาดกว่าภิกษุรุปอื่นๆ ในกรุงอโยธยา สามารถเรีนงจารึกอักษรภาษาบาลีซึ่งชาวลังกาส่งมาเป็นปริศนาจนเป็นผลสำเร็จ เป็นการรักษาบ้านเมืองของเราไว้ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น

     ๒. เมื่อโรคห่าระบาดทั่วกรุงอโยธยา ประชาราษฎร์ในกรุงศรีอโยธยาตาย เพราะโรคนี้เกลื่อนกลาดท่านสามารถใช้น้ำพระพุทธมนต์ปัดเป่าโรคห่านี้อันตรธานจากกรุง จนประชาราษฎร์หายป่วยได้อย่างอัศจรรย์

     ๓.ผู้เชี่ยวชาญทั้งไสยศาสตร์ และรอบรู้ในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้

ข้าพเจ้าในนามผู้ครองนครศรีอโยธยา จึงเลื่อนตั้งตามความที่กล่าวมานี้

ผู้ทานสำเนา
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี





สละตำแหน่งพระสังฆราช

     หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เมื่อสมัยเป็นสังฆราชคูรูปาจารย์แห่งกรุงอโยธยา ประทับอยุ่วัดพุทไธศวรรย์ใยอโยธยา ในยุคนั้นท่านเป็นนักเทศน์ที่เก่งกาจหาตัวจับยาก เพราว่าเชี่ยวชาญทั้งไสยเวท ทั้งพุทธศาสตร์ ทั้งหลักจิต



     หลวงปู่ไม่ติดในยศถาบรรดาศักดิ์ ท่านเทศน์เล่าถึงการได้รับตำแหน่งพระสังฆราชนี้ว่า “ เมื่อได้รับทีแรกๆ เราก็ไม่รุ้สึกว่าเป็นสังฆราช เราก็ต้องทำตามแบบองค์สมณโคดมจะไปไหนๆ หรือไปในวังเราก็เดินไป แต่เขาบอกว่าไม่ได้ ท่านเป็นสังฆราชเดินไปไม่ได้ ต้องใช้คนแบกไป นั่งเปลอะไรก็ไม่รู้ สองคนแบกกันไป อาตมาคิดในใจว่าแย่แล้ว พอเป็นสังฆราชกลายเป็นคนป่วย เดินไม่ได้ ต้องให้เขาหาม ทีนี้ถ้าขืนเราหลงอยุ่ในตำแหน่งนี้เราก็ยิ่งฟุ้งกันใหญ่ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร...”

     ด้วยเหตุการณ์นี้ท่านจึงหนีไปอยู่ ณ น้ำตกทรายขาว (ปัจจุบันอยู่ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี) ตอนที่ท่านสละตำแหน่งพระสังฆราชนี้ เป็นวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน๙ ปี พ.ศ.๒๑๙๓ รวมเวลาท่านเป็นเจ้าอาวาทวัดพุทไธศวรรย์ ๙ พรรษา และรวมเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งพระสังฆราชอีก ๓ พรรษา

     หลังจากนั้นท่านก็อยู่ป่าจนไม่ค่อยอยากจะพูด บำเพ็ญในหลักการนิ่งเรื่อยๆมา เขาเรียกเป็นอนุนิสัยในการบำเพ็ญพรตจึงไม่พูด



มุ่งสู่น้ำตกทรายขาว

     หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด)หนีจากการเป็นสังฆราชที่อโยธยาไปบำเพ็ญวิเวกที่น้ำตกทรายขาว ท่านปลงตกว่าท่านต้องการความสำเร็จด้านธรรมต้องการจะเอาความดีในปรภพ ถ้าท่านยังขืนติดยศเป็นสังฆราชอยู่ก็คิดว่าไม่มีทางหลุดพ้น เพราว่าสังฆราชจะต้องพัวพันกับโลก พัวพันกับการเมือง พัวพันกับเศรษฐกิจ




     หลวงปู่บำเพ็ญอยู่ที่น้ำตกทรายขาวอยู่ ๔ ปี ท่านกล่าวถึงการที่ได้มีโอกาสหนีมาอยู่ที่น้ำตกทรายขาวนี้ “นั่นแหละสุขที่สุดคือการได้บำเพ็ญพรตที่ดี จะต้องไม่มีห่วง และไม่ได้มีตำแหน่งเป็นอะไรเลย”

     น้ำตกทรายขาวในยุคนั้นไม่ใช่เหมือนเวลานี้ ชุกชุมไปด้วยงู ชุมด้วยเสือ ชุมด้วยสิงห์ อาหารการกินก็ไม่มี ต้องเก็บลูกไม้กินไปทรมานเพื่อค้นพบสัจจะของยิ้มปีติ


บัลลังก์โพธิสัตว์

     หลวงปู่เทศน์เล่าถึงเมื่อไปอยู่ที่น้ำตกทรายขาวว่า ตอนนั้นท่านใช้วิธีบำเพ็ญจิตแบบเพ่งกสิณน้ำ ท่านอธิบายว่า “วิธีการพิจารณาของอาตมาที่บำเพ็ญอยู่นั้น อาตมาไม่ได้มีอะไรอาตมาเริ่มด้วยการเพ่งน้ำในน้ำตกว่า น้ำนี้ไหลมาอย่างไรมาจากจุดใด มาอย่างไร ไปอย่างไร จึงรู้มันเป็นน้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรม มิฉะนั้นองค์สมณะโคดมจะไม่เทศน์เอาไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดปฏิบัติธรรมผู้นั้นรู้เอง”




แท่นหินที่ท่านใช้นั่งบำเพ็ญนั้น มีเทวดาประจำรักษาอยู่เขาถือว่าเป็นบัลลังก์โพธิสัตว์

     คนสมัยก่อน ถ้าเดินทางไกลก็ใช้ม้าเป็นพาหนะ หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) มีช้างเผือกมาอยู่กับท่านตัวหนึ่ง ท่านใช้ช้างตัวนี้เป็นพาหนะ

     น้ำตกทรายขาวในสมัยนั้นเป็นป่า ชุกชุมด้วยยุง งู ช้าง สิงโต และเต็มไปด้วยไข้ป่า ไข้ห่า เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้ว จะมืดสนิทจนมองไม่เห็นลายมือของตนเอง รอบตัวมีแต่เสียงสัตว์ร้อง อาหารก็ไม่มี จำพรรษาครั้งหนึ่งๆ อย่างน้อย ๙๐ วัน บางทีอยู่เป็นปีไม่ได้ออกจากหุบเขา ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันหรือรอยเท้ามนุษย์ ท่านต้องผจญมารในรูปแบบต่างๆ มีสัตว์ร้ายที่จะมาทำร้ายท่านบ้าง วิญญาณที่คอยมารบกวนท่านบ้าง ท่านอยู่ป่าองค์เดียวแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ท่านก็ยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อค้นพบสัจธรรม บางครั้งท่านไปอยู่ที่วัดพะโคะบ้าง ที่กระทิงผาบ้าง แต่อยู่ไม่นาน



รอยพระบาทที่วัดพะโคะ

     ที่วัดพะโคะ อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลานั้น เดิมเป็นที่พักของสงฆ์เท่านั้น ต่อมาพระยาปัตตานีได้ไปบูรณะ และที่วัดพะโคะนี้มีอนุสรณ์ของหลวงปู่อยู่อย่างหนึ่งคือ รอยพระบาทสองรอย ที่ท่านได้ประทับไว้เป็นรอยที่ใหญ่มากเพราคนโบราณนั้นตัวโตกว่าคนเดี๋ยวนี้และก็เนื่องด้วยแรงอธิฐานด้วย คืดที่เรียกว่าสัจบารมี อธิฐานบารมี ท่านสอนว่าการกระทำใดๆ จะสำเร็จได้จะต้องมี สัจจะ อธิษฐาน และขันติบารมี



ที่นี่ชาวบ้านเรียกท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ”


เกาะแก้วพิสดาร

      หลวงปู่ทวดได้ไปอยู่ที่คาบสมุทรเกาะแก้วพิสดาร ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสมัยนั้นเขาเรียกว่าหนองภูเก็ต พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชบัญชาให้คนไปเที่ยวติดตามหาท่านที่นั่น ท่านอยู่ที่หนองภูเก็ตเป็นเวลา ๑๐ ปี อยู่ที่เกาะแก้วพิสดาร ๕ ปี เกาะแก้วพิสดารล้อมรอบด้วยทะเล มีพวกชาวทะเลอยู่ที่นั่นไม่กี่ครอบครัว และเต็มไปด้วยโจรสลัด




     ท่านปลูกมันกับถั่วเลี้ยงตัวเองอยู่ที่นั่น และนานๆ จึงจะได้อาหารจากพวกโจรสลัดมาถวายทีหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเกาะนี้เรียกว่าเกาะประหารเวลาพวกโจรสลัดปล้นเสร็จแล้วก็มาฆ่ากันบนเกาะ ฆ่าแล้วพวกโจรสลัดก็นิมนต์ท่านไปสวดศพ แล้วก็ถวายอาหาร

      หลวงปู่เทศน์เล่าว่า ท่านฉันถั่วฉันผักเป็นส่วนใหญ่แล้วทำไมจึงอยู่ได้ เพราะว่าท่านใช้กำลังภายในให้ถูกหลัก คือพยายามนั่งสมาธิให้เป็นเวลา เป็นการดีกว่ากินยาบำรุงเสียอีก และเดินจงกรม เพราะว่าการเดินจงกรมนี้เขาเรียกว่า มนุษย์เกิดจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟผสมกัน โรคไต โรคความดันสูง ต้องตื่นตีสี่ตีห้ามาเดินจงกรมที่สนามหญ้า มีน้ำค้าง ให้มันดูดพวกน้ำบริสุทธิ์เข้าไปปรับไตปรับความดัน แล้วร่างกายก็จะดีขึ้น

     พวกโรคเบาหวานเกิดจากพวกน้ำตาลเข้าไปอยู่ในหัวใจ อยู่ในเส้นเลือด เราต้องเดินจงกรมให้เหงื่อออก เดินให้เลือดมันประสานกัน มันก็จะเกิดการละลายออกมาเอง แล้วก็ทำสมาธิ ถ่ายเทออกมาทางผิวหนัง สมัยยุคนั้นเขาไม่ต้องกินยากันมากมันก็อยู่ได้

      ยาชนิดหนึ่ง ก็คือหญ้าทั่วไป หญ้าขมทุกชนิดเป็นยา หญ้าหวานกินแล้วตาย จำเอาไว้ อาตมากินหญ้าเป็นครั้งคราวมันก็อยู่ได้



บรรลุอนาคตังสญาณ



      ชีวิตแห่งการทรมานอยู่กลางทะเลคนเดียว สิ่งที่ได้มาก็คือทำให้จิตท่านแข็งแกร่ง ทำให้จิตท่านสงบ ทำให้จิตท่านมีสติพร้อม ทำให้จิตท่านหลุดพ้น ท่านให้ข้อคิดว่า คนเราควรอยุ่วิเวกในที่มีอันตราย ในที่ขัดสน หรือในที่ที่เต็มไปด้วยไข้ชุกชุม นั่นแหละจิตจึงมุ่งไปสู่วิมุตติได้ แต่ถ้าท่านอยุ่ในที่สบาย ท่านก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นของจิตได้มาก ไม่ยังนั้นเขาจะต้องเข้าป่าวิเวกทำไม



      หลวงปู่อยู่ที่คาบสมุทรเกาะแก้วฯ ๑๐ กว่าพรรษา ท่านตั้งสัจจะว่าถ้ามิสามารถเดินข้ามผิวน้ำไปสู่หนองภูเก็ตแล้ว ก็ขอให้ตายอยู่ในเกาะแก้วพิสดาร เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าผู้ที่เขาจะสำเร็จ เขาจะต้องมีสัจจะ มีขันติ มีวิริยะ มีอุตสาหะ และมีฉันทะ


      ด้วยกุศลแห่งบุญบารมีที่สะสมมาในอดีตชาติ ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ พ.ศ. ๒๑๙๘ หลวงปู่ทวดได้จิตบรรลุอนาคตังสญาณ ณ เกาะแก้วพิสดาร ท่านจึงได้ตั้งปณิธานที่จะสร้างวัดขึ้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จของการบำเพ็ญนี้



สร้างวัดช้างให้



       วิธีการหาสถานที่ที่จะสร้างวัดนี้ หลวงปู่ใช้วิธีนั่งสมาธิไปบนหลังช้าง ให้ช้างเดินไปเรื่อยๆ ช้างร้องทีไหนก็จะสร้างวัดที่นั่น ช้างที่ท่านนั่งมาก็ร้องตรงนั้น ท่านจึงสร้างวัดนี้ และให้ชื่อว่า “วัดช้างให้” อันหมายถึงเป็นวัดที่ช้างชี้ให้สร้างตรงนี้


      ท่านกับสามเณรพร ซึ่งได้มาอยู่กับท่านตอนจะสร้างวัดนี้ ได้ช่วยกันสร้างวัดช้างให้ โดยเริ่มจากสร้างด้วยไม้มุงด้วยจากก่อนแล้วจึงค่อยๆ บูรณะเรื่อยมา


ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว


       หลวงปู่เล่าว่าในระยะเริ่มแรกสร้างวัดช้างให้ มีแขกมลายูคนหนึ่งมาบวชอยู่ในวัดของอาตมา แขกมลายูคนนี้ไม่รู้ภาษาสยามรู้แต่ภาษามลายู ทีนี้เมื่อรุ้แต่ภามลายู การจะสอนสวดมนต์ก็ดี จะสอนการอ่านก็ดี ย่อมทำไม่ได้ อาตมาจึงบอกเขาว่าถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องสวดมนต์ละ ท่องเพียงสองคำก็พอคือ “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว”


      แขกคนนั้นอยู่ในปกครองของอาตมา ตื่นเช้าขึ้นมาก็ออกบิณฑบาตตามปกติ กลับมาก็นั่งท่องแต่คำว่า “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว” มีแขกมลายูด้วยกันเป็นพวกเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ มาเที่ยวที่วัด บอกว่าพระองค์นี้ มันพูดอะไรของมันไม่ทราบ ท่องแต่ “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว” แขกคนนี้ไม่นับถือศาสนาพุทธ แต่รู้ภาษาไทยดีก็บอกว่า “ไม่จริง ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นไม่ถึงตัวหรอก” จึงตั้งใจจะพิสูจน์คำว่า “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว “ จริงหรือไม่


      วันหนึ่งได้ไปทำโรตี แบบที่ทางปักษ์ใต้เขาชอบกินกัน สมัยนั้น คือโรตีแบบแขก แล้วก็ใส่ยาพิษลงไปด้วย นำไปใส่บาตรของพระมลายูที่ท่อง “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว” บังเอิญเจ้ากรรมวันนั้น พระมลายูองค์นี้บิณฑบาตได้อาหารมามากแล้วก็ฉันอิ่ม จึงนำโรตีสองชิ้นไปเก็บเอาไว้ ส่วนคนที่ต้องการพิสูจน์คำว่า “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว” มีลูกอยู่สองคน พอเที่ยงก็หิ้วข้าวมาให้พ่อซึ่งเลี้ยงวัวอยู่ในแถบวัดนั้นกิน แถวนั้นเป็นโคกโพธิ์ ด้านขวามีภูเขาน้อยๆ เด็กทั้งสองเดินเที่ยวไปถึงกุฎิของพระที่ท่อง”ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว”


      พระองค์นี้เห็นว่าเด็กสองคนนี้น่ารัก บัดนี้มันก็เลยเวลาเพลแล้ว โรตีที่เก็บเอาไว้ก็จะเสียเปล่า จึงนำเอาโรตีทั้งสองแผ่น ที่พ่อเด็กใส่ยาพิษที่จะให้พระนี้ฉัน ให้เด็กสองคนนั้นกินแล้วก็กลับไปถึงบ้านก็ป่วยทันที ครั้นใกล้จะตายพ่อถามว่า “เมื่อเจ้าเอาข้าวไปส่งให้พ่อน่ะ เจ้าไปกินอะไรหรือเปล่า” ลูกสองคนนั้นบอกว่า ไปที่กุฏิพระองค์หนึ่งที่เป็นชาวมลายูด้วยกัน เห็นท่องแต่ “ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว “ เห็นว่าแปลก ไม่รู้ว่าเป็นอะไรท่องแต่คำนี้คำเดียว พระนั้นสงสารลูกได้ให้โรตีสองอันกิน


      ในที่สุดผลแห่งการพิสูจน์ว่า”ให้ทุกข์เขา ทุกข์นั้นถึงตัว”ก็ปรากฏขึ้น เขาต้องการฆ่าพระองค์นั้น แต่กลับกลายเป็นฆ่าลูกสุดที่รักของเขาเอง

 ตอนท่านอยู่วัดช้างให้นั้น มีคนมากมายไปขอให้ท่านช่วยรักษาโรค ท่านโปรดสัตว์อยู่ที่วัดช้างให้ได้ ๒ ปี เห็นว่าอยู่เช่นนี้ไม่มีทางสำเร็จ ท่านจึงหนีจากวัดช้างให้ไปอยู่ที่ไทรบุรี

หนีไปไทรบุรี



      ที่ไทรบุรีหลวงปู่อยู่ในป่าลึก วันแรกที่ท่านปักกลดลงไปนั้น ตรงนั้นเป็นป่าช้าช้าง ช้างมาล้อมท่านเต็มไปหมด ท่านจึงส่งกระแสจิตไปว่า “ ถ้าข้าสามารถบำเพ็ญจิตสำเร็จในด้านจิตวิญญาณที่จะเป็นคนกู้ศาสนาได้ ก็ขอให้ช้างเหล่านั้นกราบข้าซี”


      ท่านสอนลูกศิษย์ว่า คนเราต้องอย่าถอยแล้วต้องแผ่เมตตา อย่างเช่นตอนที่ท่านอยู่ที่น้ำตกทรายขาวใหม่ๆนั้น ท่านไปอยุ่ในที่พำนักของเสือโคร่งสามตัว กลางวันมองไม่เห็นมัน กลางคืนมันออกมา ท่านต้องแผ่เมตตาให้มัน และอธิฐาน


      หลังจากสร้างวัดช้างให้เสร็จแล้ว ก็ไปสร้างวัดที่ไทรบุรี เรียกว่าวัดไทรบุรี เวลานี้ยังอยู่ แต่กลายเป็นวัดเก่าคร่ำ

ทิ้งสังขารที่เขาอีโปห์



      หลวงปู่อยุ่ที่ไทรบุรี แล้วเดินทางต่อไปยังกลันตัน จากนั้นจึงไปอยู่ที่เขาอีโปห์ อีโปห์ยุคนั้นสามร้อยปีก่อนนี้ อีโปห์เป็นเมืองหลวงของมลายู ปัจจุบันเขาอีโปห์อยู่ในรัฐเปรู ประเทศมาเลเซีย ที่เขาอีโปห์นี้เป็นแหล่งบำเพ็ญแห่งสุดท้ายของท่าน ท่านทิ้งสังขารที่เขาอีโปห์ อัฐิของท่านอยู่ในถ้ำที่เขาอีโปห์ เมื่อตอนสำนักปู่สวรรค์จะสร้างพระสมเด็จดิน ๙ ประเทศ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงปู่ก็ได้มีพระบัญชาให้อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ไปนำดินศักดิ์สิทธิ์ที่ยอดเขาอีโปห์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านทิ้งสังขาร มาผสมเป็นเนื้อพระสมเด็จดิน ๙ ประเทศด้วย


      หลวงปู่ทวดทิ้งสังขารเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะแม ตรงกับวันพุธที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๒๔ เวลา ๒๓.๔๕นาฬิกา สิริรวมชนมายุ ๙๙ ปี ๓ วัน


   ตลอดชีวิตตั้งแต่บวชจนสิ้นสังขารไปจากโลกมนุษย์ ท่านใช้จีวรเพียง ๔ ชุดเท่านั้น


      หลังจากที่ท่านทิ้งสังขารที่เขาอีโปห์ เทวดาก็นำไม้เท้าที่ท่านใช้ไปฝังไว้ที่น้ำตกทรายขาว ใต้แท่นหินที่ท่านใช้นั่งบำเพ็ญและเฝ้าดูแลไว้

บำเพ็ญต่อในโลกวิญญาณ



      หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด) เคยอธิบายให้สานุศิษย์ที่กราบเรียนไต่ถามทราบว่า ตอนที่ท่านมีสังขารอยู่นั้น การบำเพ็ญของท่าน ท่านยังไม่ได้ตั้งความปรารถนาอะไร ท่านตั้งใจปฏิบัติในจุดของเมตตาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อทิ้งสังขารจากโลกมนุษย์แล้ว ท่านไปบำเพ็ญต่อในโลกวิญญาณ เข้าซึ้งถึงคำว่า พุทธะ พุทธะแห่งยุค พุทธปัญญา ทั้งสองอย่างนี้ต้องมีความปรารถนา ท่านจึงได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า บนสวรรค์ท่านเคยอยู่หมดทุกชั้น 


     แต่ที่อยู่ในขณะนี้ ตามที่ท่านเทศน์โปรดเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๑๘ คือ สวรรค์ชั้นดุสิต ท่านอธิบายว่าผู้ที่เตรียมตัวเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี ผู้ที่จะเข้ามารับผิดชอบเหตุการณ์ในโลกมนุษย์ก็ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นพรหมเป็นอะไรก็ตาม ก็ต้องมาอยุ่ชั้นดุสิต เพราว่าชั้นดุสิตนี้เป็นจุดที่เตรียมจะขึ้นสูงและลงต่ำ ชั้นดุสิตนี้เป็นชั้นที่ใกล้มนุษย์ ทำให้ทราบเหตุการณ์ของโลกมนุษย์ได้ง่าย ไม่ใช่เป็นสวรรค์ชั้นที่เจาะจงให้เทวดาเท่านั้นที่อยู่ชั้นนี้ได้ และท่านบอกด้วยว่าพระศรีอริยเมตไตรยเวลานี้ก็อยุ่ชั้นดุสิต

มาช่วยโกยสัตว์โลก



            การที่หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ลงมาทำงานที่สำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษย์นั้น ท่านเทศน์อธิบายว่า ท่านเดินตามแนวโพธิสัตว์ คือทำทุกวิถีทางที่จะให้สัตว์โลกมีความสุข ท่านจึงลงมาช่วยบำบัดทุกข์ทั้งกาย (รักษาโรค) และทางใจ (เทศนาสั่งสอน) ให้แก่มนุษย์


      ถ้าท่านจะมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยมนุษย์ยุคนี้ย่อมเติบโตไม่ทันการ จึงใช้วิธีมาผ่านร่าง และการที่ท่านมาผ่านร่างอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ก็เพราอดีตชาติมีกรรมพัวพันกันมา การที่ท่านลงมาในโลกมนุษย์นี้ ท่านไม่ได้มาหากินกับมนุษย์ หากแต่สืบเนื่องมาจากภาวะกลียุค ที่จะเกิดขึ้นในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ จึงทำให้พระเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี ผู้ที่มีเชื้อสายแห่งราชวงศ์จักรีต้องดิ้นรนลงมาตั้งสำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษย์ขึ้น และด้วยเหตุแห่งการตั้งนี้เอง จึงทำให้ท่านซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ สำนักปู่สวรรค์ในโลกวิญญาณ ต้องมาเป็นประธานดูแลสำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษย์นี้ด้วย


      สำนักปู่สวรรค์ในโลกวิญญาณอยุ่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๕ เป็นที่พำนักของบรมครูของสวรรค์คือปู่ครูที่สวรรค์ หรือพวกมีวิชาความรู้บนสวรรค์ เทพพรหมทุกชั้นฟ้า ที่เป็นพวกมีวิชาความรู้ เอาที่นั่นเป็นที่ที่พบปะกันบนสวรรค์


      ฉะนั้นการทำงานของสำนักปู่สวรรค์ซึ่งดำเนินการราว ๑๕ ปี ตลอดมานี้ (ถึงวันที่เทศน์) จึงไม่เหมือนใคร เป็นการทำงานกันอย่างมีระเบียบ และทำงานกันอย่างเปิดเผย ไม่มีการซ่อนเร้นใดๆทั้งสิ้น


      สำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษย์ตั้งขึ้นโดยมติของโลกวิญญาณอันมีพรหมโลก เทวโลกและนรกโลก จึงเป็นการทำงานของโลกวิญญาณโดยตรง เพื่อช่วยสัตว์โลกที่กำลังตกอยู่ในทะเลแห่งความบ้าคลั่งในยุคแห่งกลียุคนี้ สำนักปู่สวรรค์มีหน้าที่แก้เรียกว่ามีหน้าที่ปิดทองก้นพระ


      ส่วนปัญหาว่ามนุษย์จะมีความเข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณ หรือการทำงานของสำนักปู่สวรรค์หรือไม่นั้น ท่านได้ให้ทัศนะเมื่อตอนเทศน์โปรดชาวลำปาง ที่ไปเยือนสำนักปู่สวรรค์ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๘ กล่าวถึงปัญหาข้อนี้ว่า


      “ความเชื่อก็ดี ความยึดถือก็ดี ความศรัทธาก็ดี แล้วแต่ท่านพิจารณา แล้วแต่ท่านจะยึดถือ เพราว่าทุกคนเขาเรียกว่าสวรรค์สร้างให้เรามีมนุษย์สมบัติแห่งการมีสติสัมปชัญญะ แห่งการมีสมองในการคิด ในการทำ ในการพูด ท่านต้องใช้วิจารณญาณแห่งการเป็นมนุษย์พิจารณา ”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทรงกล่าวถึงพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์


 
กำเนิดสำนักปู่สวรรค์

      อังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘ วันนี้เป็นวันทำพิธีตั้งสำนัก โดยใช้ชื่อสำนักว่า “สำนักปู่สวรรค์ “ ซึ่งเป็นชื่อที่หลวงปู่ทวดตั้งขึ้นตามมติของสามโลก สำนักนี้ตั้งขึ้นเพื่อรับสถานการณ์โลก ซึ่งกำลังย่างเข้าสู่กลียุค เพื่อช่วยมนุษย์โลก โปรดสัตว์ รักษาผู้เจ็บป่วยด้วยโรคาพยาธิทุกชนิดเป็นการเจริญตามพุทธดำรัสที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา “และเพื่อเป็นที่เผยแผ่สัจธรรม ธรรมอันประเสริฐและแท้จริง เจริญรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘



พระโพธิสัตว์แห่งกรุงสยาม

      เมื่อภาวการณ์นั้นแหล่ เกิดความยุ่งเหยิงในการทั้งหลายองค์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) แห่งกรุงสยามที่มนุษย์สมมติตั้งเป็นฉายา ถ้าว่าตามหลักแห่งการนามจริงก็คือ พระภิกษุปูคูรูปาจารย์แห่งสมัยนั้น ในการเป็นสังฆราชในราชวงศ์ของพระเจ้าอู่ทอง ณ กรุงศรีอโยธยา ได้ตั้งสัจอธิษฐานให้ทั้ง ๓ โลกเข้าใจว่า เมื่อหลังจากยุคแห่งศรีอริยเมตไตรยจุติมาในโลกมนุษย์ เพื่อสืบต่อศาสนาขององค์สมณะโคดมแล้วไซร้ ผู้ที่ปรารถนาแห่งการเป็นพุทธะแห่งยุค สืบต่อยุคพระศรีอริยเมตไตรย ก็คือพระโพธิสัตว์แห่งกรุงสยามได้อธิษฐานก่อนคนอื่น

      ในภาวการณ์เช่นนี้ ในการที่จะสร้างอาณาจักรแห่งการเป็นพุทธะสืบต่อแล้ว การจะเป็นเจ้ากรุงครองเมืองจำเป็นที่จะต้องมีประชาชนให้ปกครอง ถึงจะได้เป็นเจ้า ถ้าอยู่คนเดียวแล้วจะไปเป็นเจ้าอะไร เมื่อภาวการณ์นี้แหล่ จึงว่า สภาวการณ์เช่นนี้ ควรจะทำ ก็ได้ตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้น โดยการ

   หนึ่ง เพื่อบำบัดทุกข์ในด้านของกายและใจในโลกมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้

   สอง เพื่อหาสาวกแห่งการสืบต่อแห่งการที่จะเป็นผู้นำศาสนายุคสืบต่อพระศรีอริยเมตไตรย

      เพราฉะนั้นก็ได้ตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้น โดยการบรรจุเทพพรหมทั้งหลายที่จะมาร่วมปฏิบัติในที่นี้ ก็คือมาในรูปของการที่ว่า ผู้ถวายตัวเป็นศิษย์จะได้เทวดาในปัจจุบันชาติไปคุ้มครองหนึ่งองค์ อนาคตชาติยุคพระศรีอริยเมตไตรย อาจจะมาเกิดในยุคนั้นด้วยกัน ยุคสืบต่อพระศรีอริยเมตไตรย พระโพธิสัตว์แห่งกรุงสยามผู้นั้นก็จะมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ต้องจำเอาไว้ว่า ในยุคแห่งศาสดายุคนั้น ไม่ใช่เกิดในกรุงสยาม

      ทีนี้ภาวการณ์ทั้งหลาย เมื่อตั้งแล้ว ในหลักแห่งความเป็นจริงอาตมานี้เป็นผู้ที่เรียกว่า แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่มีสังขารถึงเวลานี้เหลือแต่จิตวิญญาณที่อยู่ในรูปพรหมชั้นที่ ๑๖ ตามหลักอาตมาจะเข้าอรูปพรหมแล้ว แต่อาตมายังไม่เข้า เพราะยังมีกิเลส ที่ห่วงในมนุษยชาติทั้งหลายที่มีกรรมหนาอยู่และห่วงในสายใยแห่งการครองเมืองของอาตมาด้วย ภาวการณ์อันนี้แหล่อาตมาจึงได้อาสาเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ โดยรับอาสาเป็นผู้เทศน์ธรรมะในการเพื่อขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ แต่ในการมาสำนักนี้แล้ว เทศน์ไปมากแล้ว หาคนปฏิบัติจริงในยุคนี้ยากเต็มทน พอจะเข้าใจไหม มีอะไรอีกไหม

๑๔ กันยายน ๒๕๑๒







ประธานดูแลโลกมนุษย์

       เวลานี้เขาเรียกว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการติดต่อถึงจดหมายแห่งห้องรวมกรรมของพรหมโลก เทวโลก นรกโลก ก็มีหลวงปู่ทวดแห่งกรุงสยาม ในขณะซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อาวุโสที่กำลังเตรียมตนเป็นพระพุทธเจ้าสืบต่อพระศรีอริยเมตไตรย ได้ตั้งความปารถนาแห่งความเป็นสัมมาสัมมาพุทธเจ้าแห่งยุคมาเป็นกัปๆ กัลป์ ๆ ในขณะนี้ได้รับเลือกจากแดนโพธิสัตว์ ซึ่งมีพระโพธิสัตว์สิบหมื่นแปดพันสี่ร้อยสามสิบสององค์ในขณะนี้ ให้เป็นประธานดูแลความทุกข์สุขในโลกมนุษย์ในยุคกลียุค แห่งยุคกลางนี้ ยุคปลายจะเปลี่ยน แล้วก็เป็นการเตรียมตนแห่งการเกิดเป็นพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าแห่งยุค



       เพราะฉะนั้นโลกวิญญาณมีกฎ มีระเบียบของการอยู่ของโลกอีกโลกหนึ่งที่มนุษย์ไม่ศึกษาไม่ค้น ไม่ปฏิบัติ แล้วมักจะปฏิเสธว่าไม่จริง เพราอะไรเล่า เพราว่าเสมือนหนึ่งคนที่ไม่ยอมเข้าไปดูว่า ในโรงงานที่เขาทำน้ำตาลนั้นมีน้ำตาลอยู่อย่างไง อยู่ข้างนอกแล้ววิจารณ์แต่เรื่องน้ำตาล ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนสันดานมนุษย์ในยุคนี้

๑๗ ตุลาคม ๒๕๑๓


พระโพธิสัตว์แห่งยุค

       ทำไมอาตมาจึงใช้คำว่าพระโพธิสัตว์แห่งยุค เพราะว่าในขณะนี้ พระโพธิสัตว์ที่มาเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์มากที่สุดก็คือหลวงปู่ทวด ซึ่งขณะนี้ได้รับเป็นผู้ดูแลความทุกข์สุขของมนุษย์ในยุคแห่งกลียุคกลางนี้ พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยนั้น มีแต่กำลัง เตรียมญาณในการที่จะจุติมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลที่จะถึง หลังจากพุทธศาสนาของศากยะราชโคตรมะสิ้นสุด


๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๓


งานปรับปรุงพระศาสนา

      งานของอาตมานี้ อย่าลืม หลวงปู่ก็ดี อาตมาก็ดี ไม่ใช่มาแค่รักษาโรค มาแค่เทศน์เท่านั้น การรักษาโรคนั้นพรหมธรรมดาเขาก็รักษาได้ ซึ่งท่านก็รู้เห็นกันมีกันอยู่มากมาย แต่การมานี้มีหลักในการทำงาน คือมาเพื่อปรับปรุงพระศาสนาให้ดีขึ้น เพื่อให้มนุษย์เข้าซึ้งในแก่นของศาสนา ไม่ใช่เพียงกระพี้ของศาสนาในทุกวันนี้


…สมองอย่างอาตมาก็ดี สมองอย่างหลวงปู่ก็ดี ล้วนแต่เคยกู้ความอยู่รอดของประเทศมาแล้วทั้งนั้น ยุคอโยธยา หลวงปู่ได้ช่วยแก้ปริศนาธรรมที่ประเทศลังกาเอามา เพื่อจะมายึดครอง


๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๔



งานเพื่ออนาคต

งานของสำนักปู่สวรรค์นั้นไม่ใช่งานเพื่อปัจจุบัน งานของสำนักปู่สวรรค์เป็นงานเพื่ออนาคต คือเมื่อพุทธกาลล่วงไปแล้ว ๓๐๐๐ ปี มนุษย์ในยุคนั้นจะมาศึกษาเรื่องสำนักปู่สวรรค์กัน เพราะฉะนั้นให้ทำเป็นหลักฐานทิ้งร่องรอยเอาไว้กระจายให้ทั่ว เพื่ออนุชนรุ่นหลังที่จะค้นคว้าศึกษาได้ง่าย นี่เป็นสิ่งที่อาตมาต้องการ




๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๔

ข้อความเหล่านี้ท่านจะเชื่อหรือไม่ เป็นสิทธิเสรีภาพของท่าน



สำนักปู่สวรรค์


      สำนักปู่สวรรค์ เป็นสำนักที่โลกวิญญาณตั้งขึ้นในโลกมนุษย์ มิใช่พวกเราที่เป็นสานุศิษย์คิดจะตั้ง หากแต่ได้แต่งตั้งขึ้นโดยมติของโลกวิญญาณ หรืออีกนัยหนึ่งมติ ๓ โลก คือ พรหมโลก เทวโลก นรกโลก โดยมีองค์พระโพธิสัตว์ คือสมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์ แห่งกรุงอโยธยาหรือหลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เป็นประธาน

      หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี เป็นองค์อำนวยการ และท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ เจ้าแห่งพิธีการของโลกวิญญาณ พระนามของท่านมีประวัติเกี่ยวพันกับพระคาถาชินบัญชรของหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ท่านได้รับเชิญมาร่วมดำเนินงาน ณ สำนักนี้ด้วย สำนักแห่งโลกวิญญาณ คือ สำนักปู่สวรรค์นี้ได้ตั้งขึ้นในโลกมนุษย์อย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๙ เมื่อวันวิสาขบูชา


วัตถุประสงค์ในการตั้ง “สำนักปู่สวรรค์”


      ความจริงมีอยู่ว่า โลกมนุษย์นี้เป็นสื่อกลางของการใช้กรรมของเหล่าวิญญาณ และโลกมนุษย์นี้อยู่ในความควบคุมของโลกวิญญาณ คราวใดที่กลียุคอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์ โลกวิญญาณจะส่งบรมศาสดามาปฏิสนธินำหลักแห่งความดีมาประกาศแก่มวลมนุษย์

      เพื่อยกระดับจิตของมวลมนุษย์ซึ่งจะขจัดหรือบรรเทาความทุกข์ยากอันเนื่องแต่กิเลสตัญหาของมนุษย์ให้เบาบางลง และช่วยให้มนุษย์ชาติอยู่เย็นเป็นสุข บรมศาสดาที่มาปฏิสนธิต่างยุคต่างสมัยกันก็ได้มาเป็นต้นกำเนิดแห่งศาสนาต่างๆ ที่มนุษย์ได้รู้จักและยึดถือเป็นหลักทางใจกันมาตราบเท่าทุกวันนี้



      สำนักปู่สวรรค์ตั้งขึ้นโดยมติของโลกวิญญาณ ซึ่งประกอบด้วย พรหมโลก เทวโลก นรกโลก ปรารถนาที่จะขัดเกลากิเลสแห่งความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในยุคนี้อันเป็นกลียุคให้เบาบางลง ก่อนที่บรมศาสดาองคืพระศรีอริยะเมตไตรยจะเสด็จลงสู่โลกมนุษย์


      คำว่า”สำนักปู่สวรรค์” หมายถึงสำนักแห่งบรมครูจากสรวงสวรรค์ (“ปู่” มาจากคำว่า”ปู่ครู” หมายถึงบรมครู)มติโลกวิญญาณมอบให้พระวิญญาณอันบริสุทธ์ของพระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เป็นประธานดำเนินงาน พระวิญญาณอันบริสุทธ์ของพระเถระอมตะ หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี เป็นองค์อำนวยการ พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระวิญญาณอันบริสุทธ์ของท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ เจ้าแห่งพิธีการของโลกวิญญาณมาร่วมในงานในการโปรดสัตว์ครั้งนี้ด้วย



      องค์พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ช่วยให้มนุษย์ได้พ้นทุกข์ทางกาย หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ช่วยให้มนุษย์ได้พ้นทุกข์ทางใจและเข้าสู่เส้นทางแห่งโลกุตระ สำหรับท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ เจ้าแห่งพิธีการของโลกวิญญาณนั้น ด้วยพระเมตตาอันสูงสุด ได้ช่วยงานทางด้านพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีการปลุกเสกอันถูกต้องตามเทวบัญญัติ

      อันเป็นผลทำให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ด้วยฤทธิ์บารมีของเหล่าผู้สำเร็จมรรคผลจากโลกมนุษย์ต่างยุคต่างสมัย เช่น พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) สมัยศรีอยุธยา หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี สมัยรัตนโกสินทร์ มหาพรหมชินนะปัญจะระ ศิษย์พระโมคคัลลานะ สมัยพุทธกาล การทำงานของทั้ง ๓ พระวิญญาณในโลกมนุษย์ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอนุเคราะห์และการวางแผนจากมติของผู้สำเร็จและเทพพรหมแห่งโลกวิญญาณอยู่ตลอดเวลา






การดำเนินงานโปรดสัตว์


      โดยที่ยุคนี้เป็นยุคที่กิเลสตัณหาได้ครอบคลุมเหล่ามนุษย์ทั้งหลายทวีขึ้น มนุษย์เข่นฆ่าทำลายกันด้วยกิเลสแห่งความเห็นแก่ตัวจนถึงขีดที่เรียกว่า ”กลียุค” จะทำอย่างไรเล่าจึงจะยุติกิเลสที่ครอบงำเหล่ามนุษย์ทั้งหลายให้เบาบางลง จะทำอย่างไรเล่าจึงจะช่วยให้มนุษย์ชาติในยุคนี้อยู่เย็นเป็นสุขพ้นจากทุกข์ภัยแห่งการเบียดเบียนกันและกัน

     โลกวิญญาณได้อนุเคราะห์ร่วมงานกับพระวิญญาณทั้ง ๓ หลายประการเช่น

      อันดับแรก บัญญัติตราประจำองค์พระโพธิสัตว์อันเป็นที่รับรู้ของทั้ง ๓ โลก ตราประจำองค์พระโพธิสัตว์สถิต ณ อาคารสถานที่และยานพาหนะใด จะมีเทวดาช่วยพิทักษ์อาคารสถานที่และยานพาหนะนั้นให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติ


      ประการสำคัญ ได้มอบเทพ พรหม ซึ่งได้บำเพ็ญสำเร็จจากโลกมนุษย์เป็น กัปๆ กัลป์ๆ จำนวนมากประหนึ่งทัพเทวดาให้ลงมาช่วยร่วมงานกับพระโพธิสัตว์ และช่วยมนุษย์ที่มีกุศลจิต


      สำนักปู่สวรรค์ได้ทำพิธีปลุกเสกใบโพธิสัตว์ อันเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด)ที่สร้างขึ้นตามแบบขององค์พระวิษณุ มนุษย์ผู้ใดมีกุศลจิตศรัทธาถวายตัวเป็นสานุศิษย์อัญเชิญใบโพธิสัตว์ไปบูชา ย่อมเป็นวิถีทางนำให้เทพพรหมเหล่านั้นได้ลงมาร่วมงานกับพระโพธิสัตว์ในโลกมนุษย์

      สำหรับมนุษย์ผู้อัญเชิญไปบูชานั้น เทวะที่ลงมาประจำใบโพธิสัตว์จะเมตตาคุ้มครองอนุเคราะห์ในปัญหาส่วนตัวที่อธิษฐานขอในทางที่ดีไม่ผิดศีล (เป็นเรื่องๆทีละเรื่อง)ตราบเท่าที่มนุษย์ผู้นั้นสักการบูชาท่านด้วยจิตศรัทธาตามกฎ คืออย่างน้อยวันละ ๒ เวลา เช้าหรือเย็นหรือก่อนนอน ถ้ายิ่งบูชาด้วยจิตศรัทธามากเพียงใด เทวะดาประจำใบโพธิสัตว์จะยิ่งเมตตาอนุเคราะห์ตามอานุภาพแห่งพลังจิตที่มนุษย์ส่งไปกระทบ




      พระโพธิสัตว์ยกทัพเทวดามาช่วยมนุษย์แล้ว ขอเหล่ามนุษย์ทั้งหลายจงใช้ปัญญาพิจารณา มนุษย์ผู้ใดปรารถนามีเทวะของพระโพธิสัตว์คุ้มครองและอนุเคราะห์ในเรื่องส่วนตัวแล้ว จงอัญเชิญใบโพธิสัตว์จากสำนักปู่สวรรค์ไปบูชา

      เพื่อให้ท่านพิสูจน์การทำงานของเทวะและขณะเดียวกันเป็นวิถีทางที่จะนำให้เทวะทั้งหลายลงมาในโลกมนุษย์ ยิ่งมนุษย์อัญเชิญใบโพธิสัตว์บูชาจำนวนมากก็ยิ่งมีเทวะของพระโพธิสัตว์ลงมาในโลกมนุษย์มาก บุญฤทธิ์และอิทธิบารมีของทัพเทวดาที่ลงมาสู่โลกมนุษย์นี้จะช่วยให้มนุษย์อยู่เย็นเป็นสุข และหากมนุษย์ทั่วทั้งโลกต่างบูชาใบโพธิสัตว์ ด้วยพลังจิตที่เปี่ยมด้วยศรัทธาอย่างแน่วแน่แล้วโลกมนุษย์ในยุคนี้อาจจะเข้าสู่ความสงบได้ ข้อนี้จะเป็นการพิสูจน์การทำงานของโลกวิญญาณการทั้งนี้จะเป็นผลสำเร็จเพียงใดขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างมนุษย์

      ประการที่สาม สร้างเครื่องรางของขลังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือคุ้มครองมนุษย์ เครื่องรางของขลังจากสำนักปู่สวรรค์ สร้างขึ้นโดยมติของโลกวิญญาณ ด้วยการแผ่รัศมีจากเหล่าผู้สำเร็จและเทพพรหม ทั้งสามโลก จึงพร้อมด้วยฤทธิ์ในด้านต่างๆ คือ

     ๑.แคล้วคลาด

     ๒.มหาเมตตา

     ๓.ศิริมหามงคลอุดมด้วยโชคลาภ

     ๔.ยามจำเป็นเชิญพระเครื่องหรือตระกรุดแช่น้ำ ตั้งจิตแน่วแน่อธิษฐานขอเป็นน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์บำบัดความป่วยไข้ได้ โดยเฉพาะตระกรุดโทนจากสำนักปู่สวรรค์ประสงค์จะให้มนุษย์ทดลองพิสูจน์ประสิทธิภาพในแง่ของการบำบัดโรคอันเนื่องจากสาเหตุแห่งปัจจุบัน หากไม่หาย ให้สงสัยในแง่ของ โรคอันเนื่องจากอดีตกรรมตามสนอง หรือเนื่องจากวิญญาณพยาบาทหรือวิญญาณแฝง ในกรณีเช่นนี้ ในอดีต เมื่อดวงหลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เสด็จผ่านร่างมนุษย์เพื่อบำบัดโรคให้ ได้มีผู้ป่วยไข้หรือหากจำเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไปขอรับการรักษาจากพระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ที่สำนักปู่สวรรค์มีผู้หายเป็นจำนวนมาก

      พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ช่วยอนุเคราะห์ผู้เจ็บป่วยให้พ้นทุกข์ทางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอันเนื่องจากอดีตกรรมหรือวิญญาณแทรกซ้อน ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระด้วยพระเมตตาท่านได้เสด็จร่วมงาน โดยประทานน้ำมนต์อาบให้แก่ผู้มีเคราะห์หรือป่วยไข้ด้วยสาเหตุแห่งวิญญาณ ส่วนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ช่วยอนุเคราะห์ผู้ปรารถนาพ้นทุกข์ทางใจเพื่อเข้าสู่โลกุตระ



      * งานสำคัญที่ยิ่งใหญ่ ที่โลกวิญญาณกำหนดให้มนุษย์ทั้งหลายจัดทำให้เสร็จในเร็ววัน ก็คือการสร้างองค์สมมติพระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยะเมตไตรยบรรจุดินศักสิทธิ์ ๗ ประเทศ แห่งแหลมสุวรรณภูมิ ด้วยความอนุเคราะห์ของโลกวิญญาณ ร่างมนุษย์ผู้เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ได้เดินทางไปนำดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ๗ ประเทศมาบรรจุลงในองค์สมมติพระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยะเมตไตรย เพื่อแก้อาถรรพณ์บรรเทาความทุกข์ยากในดินแดนแห่งแหลมสุวรรณภูมิ และเป็นการรวมดินแดนพุทธศาสนาแห่งแหลมสุวรรณภูมิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

      การเททองหล่อองค์สมมติพระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยะเมตไตรยพระเพลากว้าง ๓ ศอก สูง ๓ ศอก บรรจุดินศักดิ์สิทธิ์ ๗ ประเทศแห่งแหลมสุวรรณภูมิ ได้สำเร็จเรียบร้อย ณ เวลาอันเป็นมหาอุดมฤกษ์ ๑๓.๐๐ น. ของวันอาสาฬหบูชา ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓

      เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช๒๕๑๓ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ณ เวลาอันเป็นมหามงคลฤกษ์ ๙.๐๐ น. ได้อัญเชิญองค์สมมติประดิษฐานบนหน้ามุขของพระตำหนักสำนักปู่สวรรค์

*ท่านผู้สนใจจะทราบรายละเอียดเชิญอ่านหนังสืออนุสรณ์ครบ ๑๐ ปี สำนักปู่สวรรค์




 

ธรรมะจากดวงพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลวงปู่ทวด ( เหยียบน้ำทะเลจืด )

ผ่านญาณ ( ร่าง ) อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์

“พุทธะ” อยู่ในกายมนุษย์



      อีกจุดหนึ่งที่มนุษย์ไม่ยอมสนใจ คือไม่ยอมสนใจค้นในกายของตนเอง สิ่งหนึ่งที่รียกว่า “พุทธะ” นั้นอยู่ในกาย ถ้าจิตของผู้นั้นสามารถค้นเข้าไปถึงกายในกายอันบริสุทธิ์ สิ่งนี้ภาษาทางโลกเรียกว่า “พลัง” ชนิดหนึ่งที่ยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเรา แต่เราไม่รู้จักค้นออกมาใช้ เพราะอะไรเล่า ทำไมเราจึงถามว่าเหตุใดองค์สมณโคดมจึงสามารถระลึกชาติได้ เพราะมีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีอนาคตังสญาณ หรือมีญาณอะไร สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องไปรับรู้ เราไม่ต้องยุ่ง เราไม่ต้องไปคิดถึงว่าเราจะได้ฌานโน้นฌานนี้

      หลักของการปฏิบัติอย่างหนึ่งมีอยู่ว่า เราจะยึดอะไรเป็นสรณะของการเริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คำว่า “กรรมฐาน” นั้นหมายถึงการกำหนดจิตของเราให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อรวมพลังจิตไม่ให้ฟุ้ง เมื่อรวมพลังของจิตอันนั้นไม่ให้ฟุ้งแล้ว รวมอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง รวมจนไดอารมณ์แห่งการปิติ คือนิ่งเฉยแห่งจุดนั้น เมื่อนั้นให้ขึ้นวิปัสสนา “วิปัสสนา” คือให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนัตตา “อนัตตา” คือการเดินทางไปสู่โลกแห่งนิพพาน โลกแห่งอรหันต์ โลกแห่งโพธิสัตว์ โลกแห่งอนาคามี โลกเรานี้เป็นโลกแห่งอัตตา ทำอย่างไรเราจึงจะไปสุ่จุดแห่งการเป็นอนัตตาได้ ( ไม่ใช่อัตตา)



เหนือธรรมชาติ


      กฎแห่งกรรมมีอยุ่ว่า มนุษยืทุกคนจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่รุ้จักกี่ภพไม่รู้จักกี่ชาติ ไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการเป็นมนุษย์ เมื่อไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการเป็นมนุษย์มันก็เวียนอยู่นี่ วนอยุ่นี่โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลุดออกจากคลื่นอันนี้ มันแสนจะลำบาก แสนจะเหนื่อยยาก จึงหาวิธีการปฏิบัติ พูดง่ายๆก็คือ ธรรมชาติเคลื่อนไปสู่ธรรมชาติ แต่เราจะบำเพ็ญไปสู่นิพพาน คือสามารถทำจุดใดจุดหนึ่งให้เหนือธรรมชาติ นี่คือภาษาของหลักแห่งธรรมะ ซึ่งฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ เมื่อผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นจะรู้เอง

      สิ่งใดที่เราแทงทะลุปรุโปร่งมีจุดเริ่มแรกจุดหนึ่งซึ่งเรียกว่าจิตได้ฌาน เมื่อจิตได้ฌานแล้ว เราจะทำสิ่งใดเราก็สามารถรู้โดยจิตที่ได้ฌาน คือสภาวะแห่งธรรมชาติอันนั้นมีให้เราใช้เพราะอะไรเล่า เพราะธรรมชาติมีกฎของมัน กฎแห่งการลงโทษ กฎแห่งการปลดปล่อย กฎแห่งความอิสระ ฉันใดก็ฉันนั้นวิธีการอันนี้แหละจึงทำให้รู้ว่า การที่จะเดินตามรอยองค์สมณโคดมที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ตำราไม่ใช่อยู่ที่เป็นนักพูด เราพูดมากแล้วเราเก่ง หาใช่สิ่งเหล่านี้ไม่



เดินตามรอยองค์สมณโคดม


      ถ้าจะเดินตามรอยองค์สมณะโคดม ขั้นแรกแห่งการเป็นปุถุชนก็ต้องปฏิบัติในหลักศีล เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้วก็ให้ปฏิบัติในหลักแห่งความเป็นสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วให้ขึ้นสูงจุดแห่งปัญญา คือ เอาสติพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ถึงพลังแห่งความสำเร็จของมัน สิ่งนี้ถ้าเปรียบเทียบกับทางโลกก็มีอยู่สองทาง

สุดยอดของนิพพานคือละจนถึงที่สุด สุดยอดของความรักคือเพิ่มกิเลสจนถึงที่สุด ทั้งสองทางนี้รวมกลุ่มเดินของมันแข่งกันไป ถ้าสภาวะนั้นผู้นั้นจิตอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงจุดอันหนึ่งมันก็เป็นความสำเร็จของมัน คือสำเร็จทางโลกียะ หรือโลกุตระ เหล่านี้แหละเป็นสิ่งที่แท้จริงขององค์สมณโคดม

      ผู้ที่จะเดินตามรอยองค์สมณะโคดม ต้องละหลง ละโกรธ ละชอบ ละโน่นละนี่ ละเสียงกลิ่นรส ละโภชนาฉันอาหารได้ทุกอย่าง “เหลืออยู่แต่ความสามารถรักษาอารมณ์แห่งจิตนั้นให้เป็นจิตนิ่ง แล้วใช้จิตแห่งการปิตินิ่งนี้พิจารณาทั้งของการจุติและของสรรพสัตว์ทางโลก นั้นแหละจะถึงจุดแห่งความสำเร็จ คือเป็นผู้ที่เดนตามรอยองค์สมณะโคดม” เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงก็ควรจะปฏิบัติในกฎแห่งการ

      พิจารณากายในกาย

      พิจารณาธรรมในธรรม

      พิจารณาวิญญาณในวิญญาณ

      นั่นแหละคือสานุศิษย์อันแท้จริงขององค์สมณะโคดม



โลกียะหรือโลกุตระ

      คนที่จะเดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกียะไม่ได้ คนที่เดินทางโลกียะ ย่อมจะสำเร็จทางดลกุตระได้ยากเพราะอะไร ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกียะและโลกุตระง่ายแล้ว ทำไมองค์สัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิทั้งธรรมราชาเล่า ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นทั้งมหาจักรพรรดิทั้งธรรมราชาไม่ดีกว่าหรือ แต่มันเป็นไปไม่ได้ โลกของโลกุตระและโลกียะเดินคู่ขนานกันเราต้องตัดสิน ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ



ไม่ยึดติดเสียง


      ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ก็คือ ต้องสุขุมรอบคอบ และจะต้องไม่ยึดติด “เสียง” เป็นหลัก “เสียง” นี่ไม่มีตัวตน แต่เสียงสามารถทำให้มนุษย์ฆ่ากันได้ เสียงสามารถทำให้มนุษย์รักกันได้ถ้ามนุษย์ผู้ใดคิดจะทำงานเพื่อส่วนรวมก็ดี จะอวดตนเป็นผู้ใหญ่ก็ดีควรจะต้องไม่ติด “เสียง” เป็นจุดแรกก่อน

      ทีนี้การเป็นคน ท่านยึดเสียงหรือไม่ ท่านยึดคำพูดดีหรือไม่ ท่านยึดคำพูดเลวหรือไม่ ถ้าท่านยังยึดสิ่งเหล่านี้แล้วท่านจะเป็นนักพรตที่ดีไม่ได้ มนุษย์ถ้ายังติดเสียง ติดคำชมและด่า มนุษย์ผู้นั้นยังมีใจไม่ถึงธรรม “สัจธรรมเป็นธรรมอันประเสริฐ” เป็นสิ่งที่แน่แท้ก็เพราะว่าความจริงย่อมเป็นความจริง สื่งที่เลวก็เป็นความจริงแห่งความเลว สิ่งที่ดีก็เป็นความจริงของความดีที่จะกล่าวต่อไปในยุคต่างๆ ของมันเองโดยไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน ธรรมชาติของโลกียะและโลกุตระมันเดินของมันเอง เราจะชนะความเลวด้วยความดี เราต้องมีอุเบกขา



อุเบกขา


      ธรรมะข้อ “อุเบกขา” สำคัญอย่างไร สำคัญเพราะหมายถึงปลงตกโดยยอมรับสภาพความจริงตามกฎธรรมชาติกฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วต้อง “อุเบกขา” ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเราต้อง “อุเบกขา” ต่อสิ่งที่กำลังจะเสื่อมลง เราต้อง “อุเบกขา” ต่อสิ่งที่สลาย เราต้อง “อุเบกขา” ต่อการเกิดแก่เจ็บตาย เราต้อง “อุเบกขา” ต่ออายตนะที่เข้ามาทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เราต้อง “อุเบกขา” ต่อสิ่งที่มากระทบ เราต้อง “อุเบกขา” ต่อวันเวลาที่ผ่านไป

      เราต้องอุเบกขาต่อความตายที่ตามเรามาทุกขณะ เราต้อง “อุเบกขา” ที่พร้อมที่จะตาย และเราต้อง “อุเบกขา” ที่ตายแล้ว ไปใช้กรรมที่ไหน แล้วเราต้อง “อุเบกขา” พร้อมที่จะไปอยู่นรกหรือสวรรค์ ถ้าเราเข้าถึงธรรมะข้ออุเบกขาอย่างถ่องแท้ได้แล้ว เราก็มีความสุข มีความสุขโดยไม่ต้องมีความเสียดาย ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความพอใจ ไม่มีความชอบ ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความว่าจะต้องทำและไม่มีความว่าไม่ต้องทำ นั่นคืออารมณ์แห่งความอุเบกขาที่แท้จริง แต่ถ้าเราเข้าไม่ถึงตัวอุเบกขาแล้วเราย่อมปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหวไปตามการมาของอายตนะ เราย่อมปล่อยให้อารมณ์เป็นไปตามการเข้าออกของโทสะ โลภะ โมหะ ความพอใจ ความไม่พอใจ


จิตนิ่ง


      เมื่อเราจะมาเป็นลูกศิษย์พระโพธิสัตว์กันแล้วก็ควรจะมี “จิตแห่งความนิ่ง” เสียบ้าง คือไม่มีการถืออารมณ์ใดๆเป็นหลัก อารมณ์ของการชมไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี คำชมก็จับออกมาดูไม่ได้ เพียงแต่เป็นอารมณ์ของอายตนะที่ผ่านไปว่าเป็นคำชม หรือคำด่าก็จับออกดูไม่ได้ เพียงแต่เป็นอารมณ์ของอายตนะที่ผ่านไปว่าเป็นคำด่า เพราะฉะนั้นคำสรรเสริญหรือคำนินทา ถ้าเรายึดไว้เป็นหลักแล้ว จิตก็ย่อมไม่สงบ ถ้าเราไม่ยึดคำสรรเสริญ คำนินทาเป็นหลัก เราก็มีความสงบของจิตได้ เมื่อจิตสงบได้ดีก็เกิดความประภัสสร เมื่อเกิดความประภัสสรก็เกิดปัญญา ปัญญาที่ดีก็ทำให้จิตอิ่มเอิบ จิตอิ่มเอิบก็ทำให้จิตผ่องใส ไม่มีทุกข์ไม่มีร้อน

      ดังที่ทุกวันนี้เกิดความทุกข์ความร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่น ยึดนี่ ยึดพวก ยึดพ้อง ยึดหมู่ ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรม ถ้าเป็นอาตมาแล้วมีความเห็นว่าสากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้ ทุกคนมีกรรม จึงมาเกิดเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุกคนจะต้องใช้กรรมตามวาระตามกรรม ถ้าทุกคนจะถืออารมณ์ก็เกิดการเข่นฆ่า เกิดการฆ่าฟันกันเพราะอารมณ์แห่งการยึดอายตนะ





      สิ่งเหล่านี้แหล่ มนุษย์ไม่สอนไม่พูดไม่พิจารรากัน จึงทำให้เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นในโลกมนุษย์มากขึ้นเพราะฉะนั้น ถ้าอยากเป็นคนที่มีอายุ วรรณะ ผิวพรรณผ่องใสก็อย่าไปถืออารมณ์ของคนอื่นมาปรุง จะต้องพิจารราให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้วสัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือหลักความจริงของธรรมะ



................................................................................................................

    

7 ความคิดเห็น:

  1. ผมศึกษาเข้าไปคลุกคลี ที่นี่ตั้งแต่เด็กๆ อยู่จนพระอริยวังโส ท่านละสังขาร
    ผมขอขอบพระคุณและอนุโมทนาที่ท่านนำ ธรรมะ ของท่านบรมครู มาเผยแพร่
    ถ้าผมจะขอก๊อปปี้ ไปเผยแพร่ต่อในเวปของสำนักปู่สวรรค์
    และจะแปะลิ้งค์ที่มายังบล็อคของท่าน

    ท่านจะอนุญาติมั๊ยครับ

    ตอบลบ
  2. ยินดีครับ..และอนุโมทนา ด้วยครับ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ13.3.55

    อนุโมทนา สาธุ บุญด้วยนะครับที่เผยแพร่เป็นธรรมทาน

    ตอบลบ
  4. รูปเกาะแก้วพิศดาร ลงผิดนะครับ ในรูปเป็นเกาะกะทะอยู่ที่หาดลายันซึ่งอยู่ตอนกลางของเกาะภูเก็ตเวลาน้ำลงจัดๆสามารถเดินข้ามไปได้ครับ แต่เกาะแก้วพิศดารอยู่ตรงข้ามกับแหลมพรหมเทพการเดินทางต้องลงเรือที่หาดราไวย์ ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเกาะภูเก็ตครับ

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณน่ะครับ..ที่ท่านผู้รู้เป็นห่วงและสนใจ บล็อกนี้..ทางทีมงานเข้ามาดูและเห็นจริงตามนั้น..จึงได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วครับ..ขอบคุณมากครับ

    ตอบลบ
  6. รุ่งสุริวงษ์ สมาลัย14.4.57

    ขออนุโมทนา สาธุบุญด้วยครับ

    ตอบลบ
  7. ก็ได้อ่าน แต่ยังไม่ละเอียดพอ จะกลับมาอ่านอีกครั้ง เพื่อพินิจพิจารณา ครับ

    ตอบลบ

บทความที่ได้รับความนิยม