Blog นี้สร้างมาเพื่อ เป็นสื่อกลางให้ผู้สนใจในการปฏิบัติ ได้มาศึษาหาความรู้ และ แนะนำสถานที่ปฏิบัติให้แก่ผู้สนใจ และ ช่วยนักปฏิบัติผู้กำลังหลงทาง ให้เจอทางออก และ เข้าถึงซึ่งความเป็นจริงของสภาวะ

16 สิงหาคม 2554

ประวัติท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ


ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ เสด็จลงมาโปรดสัตว์ที่สำนักปู่สวรรค์ ท่านไม่ตรัสกับมนุษย์ เมื่อจะมีพระบัญชาก็ทรงเขียน ท่านไม่ได้เล่าพระประวัติของท่านแก่มนุษย์ แต่สมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) และ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ได้ตรัสเรื่องเกี่ยวกับท้าวมหาพรหมองค์นี้

โดยผ่านร่างของมนุษย์ผู้เคยมีกรรมพัวพัน และชาตินี้ครองชีวิตอย่างสะอาดดั่งผู้ทรงศีลที่ดี

( ท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ สำนักปู่สวรรค์  ต่อมาได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและบำเพ็ญอยู่อย่างสงบในป่า ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้วในปี พ.ศ. 2548) คำเทศน์เหล่านี้ก็ได้บันทึก วัน เดือน ปี ไว้ เรียกว่า เป็นเรื่องของวิญญาณมาทำงาน


ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของท่าน แต่ขอให้ท่านอ่านสำนวนโวหารพระโอวาทและคติธรรมนั้น ผู้รวบรวมคิดว่า ไม่ใช่คนธรรมดา และใคร่ขอร้องท่านผู้อ่าน โปรดอ่านอย่างใจเป็นกลางก่อนที่จะลงความเห็น เชื่อหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักกาลามสูตรไว้ให้พิจารณา เราควรใช้หลักนั้นให้เป็นประโยชน์


.ดร.สุชาติ โกศลกิติวงศ์ สำนักปู่สวรรค์


ตอนที่ 1…เขียนจากใจพระราชญาณดิลก เจ้าอาวาสวัดเขาเต่า

อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เขียนจากใจ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ อาตมาได้ไปสำนักปู่สวรรค์เป็นครั้งแรก ในวันนั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งแสดงในวันนั้นรู้สึกจับใจมาก ต่อมาอาตมาได้ไปอีกหลายครั้ง การไปสำนักปู่สวรรค์ทำให้อาตมาได้ทราบและได้รับความสว่างในเรื่องราวต่างๆ ดีขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งยังไม่เคยทราบมาก่อน
ต่อมาท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จะจัดพิมพ์พระคาถาชินปัญชรพร้อมด้วยเบื้องหลัง จะให้อาตมาเขียนคำนำและวิจารณ์นั้น อาตมามิกล้าบังอาจจะเขียนวิจารณ์ เพราะเมื่อได้สนทนากับท่านแล้ว จึงได้ทราบถึงสำนวนและโวหารในพระคาถานี้ว่า ท่านมีการซ่อนเร้นไว้หลายตอน เช่น คำว่าสีเลหมายความว่าศีลที่ต้องดูแล แต่อรรถกถาจารย์รุ่นหลังเปลี่ยนเป็น สีเสและมีอีกบางคำ เช่น มัชฌัมหิหรือ มัชฌิมหิของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นมัชเฌนหิ
และบางตอนท่านบอกว่ายกสำนวนจากภาษาสิงหลมาล้วนๆ แต่เขียนเป็นภาษาสยามเท่านั้น เพราะฉะนั้น อรรถกถาจารย์ยุคต่อมา ก็เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แปลตรงตัวเพื่อให้ได้ความตามที่คนเข้าใจ และโบราณกาลของเรามีหลักว่า ถ้าคาถาใดท่องบ่นแล้วแปลไม่ออกก็จะยิ่งขลัง เพราะฉะนั้น ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็อาจจะมีอารมณ์อันนี้แฝงไว้ในพระคาถานี้ด้วยก็ได้ ซึ่งท่านอ่านพระคาถาชินปัญชรที่พิมพ์จากสำนักปู่สวรรค์แล้ว อาจจะไม่เข้าใจ เพราะสำนวนบางตอนไม่เหมือนฉบับอื่น แต่ขอให้ท่านอ่านเรื่องเบื้องหลังให้ละเอียด ท่านก็อาจจะกระจ่าง
ถ้าท่านไม่กระจ่าง ก็ขอเชิญท่านไปที่สำนักปู่สวรรค์ ไต่ถามจากท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ( ผู้เขียนได้กล่าวไว้ผ่านมาเกือบ ๔๐ปี ปัจจุบันไม่มีการเทศน์สอน หรือ รักษาโรคต่างๆที่สำนักปู่สวรรค์แล้ว เนื่องจากท่านอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากหุบผาสวรรค์เมืองศาสนา ได้ถูกปิดลง และท่านได้มรณภาพเมื่อ พ..๒๕๔๘ )  ก็อาจจะเข้าใจได้ หวังว่าทุกคนคงจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริง เพราะการเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ย่อมไม่ด่วนลงความเห็นและวิจารณ์สิ่งใดๆ โดยการคาดคะเน

จากใจจริง

พระราชญาณดิลก..
เจ้าอาวาสวัดเขาเต่า



ตอนที่ 2…การสวดมนต์อธิษฐาน

การสวดมนต์อธิษฐานนั้น เป็นเรื่องราวแปลกมหัศจรรย์และพลังแห่งการอธิษฐานนั้น จะทำให้เกิดสันติสุขได้ ยิ่งถ้าได้มีการสวดมนต์อธิษฐานร่วมกันหลายๆ คนพร้อมๆ กันด้วยก็จะยิ่งมีพลังแห่งการอธิษฐานมากกว่าที่จะทำไปโดยลำพังคนเดียว หรือทำคนละที เปรียบเหมือนการออกแรงกายทำอะไรสักอย่าง ถ้าได้ช่วยกันออกแรงหลายคนพร้อมๆ กัน ก็จะมีพลังมากกว่าออกแรงเพียงคนเดียวหรือออกแรงคนละทีไม่พร้อมกัน แต่อย่างไรก็ตาม การสวดมนต์อธิษฐานจิตย่อมส่งผลไปไกลกว่านั้นออกไปอีก

กล่าวคือนอกจากจะได้จิตที่มีพลังแล้วในการร่วมอธิษฐานจิตนั้นเองยังส่งผลให้ผู้ร่วมอธิษฐานมีความผูกพันทางจิตใจเข้าด้วยกันและส่งกระแสจิตไปผูกพันทางจิตใจเข้าด้วยกันและส่งกระแสจิตไปผูกพันอยู่กับสิ่งที่ดีงาม อันกระแสจิตนั้น ย่อมแผ่ออกไปได้ไม่มีเขตกำจัด ถ้าเป็นกระแสจิตที่ดีที่สะอาดก็จะไปสู่กระแสจิตที่มีลักษณะเดียวกันนี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนดีมักพบกับแต่คนดีด้วยกัน หรือคนที่มีนิสัยใจคออย่างไรมักชอบคบค้ากับคนที่มีนิสัยใจคอเช่นเดียวกันอย่างนั้นนั่นเอง



ตอนที่ 3…กำเนิดพระคาถาชินปัญชร

กำเนิดชินปัญชรคาถา
โดย.ปัญญา  คัดลอกจากนิตยสารศักดิ์สิทธิ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔ ปักษ์แรก พฤษภาคม ๒๕๒๖


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) มีผู้เขียนถึงประวัติท่านไว้มากมาย รวมทั้งคาถา ชินปัญชรของท่านไว้ด้วย แต่ว่าเบื้องหลังอันเป็นที่มาของพระคาถาชินปัญชร มิค่อยจะมีคนเล่าถึงที่มานัก ดังนั้นนิตยสารศักดิ์สิทธิ์จึงได้นำเอาที่มาของชินปัญชรคาถามากล่าวถึงให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ รวมถึงคุณวิเศษของพระคาถานี้ ในแต่ละบทมาแจกแจงด้วย
เมื่อครั้งนั้น สมเด็จ (โต) ได้มีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดกำแพงเพชร ท่านได้เดินทางไปที่วัดเก่าแห่งหนึ่งซึ่งมีกรุโบราณ ที่นั่นท่านได้พบคัมภีร์โบราณผูกหนึ่งฝังอยู่ในเจดีย์หัก สมเด็จจึงนำคัมภีร์ผูกนั้นมาเก็บไว้ที่กุฏิ ขณะนั้นสมเด็จ (โต) ท่านมีจิตดำริที่จะสร้างพระเครื่องเพื่อมอบให้แก่เจ้าปิยะ (ร.๕) หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นสมบัติในยุคสมัยครองราชย์ ระหว่างครุ่นคิดสมเด็จ (โต) ท่านก็ได้จำวัดหลับไป

ในคืนนั้นราวๆ ประมาณตี ๓ สมเด็จ (โต) ได้นิมิตว่าท่านได้ตื่นขึ้นเห็นชายหนุ่มรูปงามรูปหนึ่งมายืนอยู่ที่หัวนอนในชุดนุ่งขาวห่มขาว มีรูปลักษณ์งดงามหาที่ติมิได้เลย สมเด็จ (โต) ท่านก็มองขึ้นตามกำหนดของจิต ทราบว่าหนุ่มรูปงามนี้คงจะไม่ใช่มนุษย์แน่นอน
สมเด็จ (โต) จึงถามว่าท่านผู้เจริญ การที่อาตมาได้มีโอกาสชมท่านนับว่าเป็นขวัญตาเหลือเกิน ท่านมาในสถานที่แห่งนี้ มีสิ่งใดที่อาตมาปฏิบัติผิดพลาดในหลักพระพุทธศาสนาเล่า ? ขอให้ท่านจงประสาทประทานการสอนให้อาตมาแจ่มแจ้งในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด

     ชายหนุ่มผู้นั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยคำพูดที่เย็นกังวาน

     “ท่านโต วิธีการที่ท่านดำเนินงานอยู่นี้คล้ายกับองค์สมณโคดมอยู่ แต่การที่ท่านคิดจะสร้างพระให้เป็นสิ่งที่ระลึกของมนุษย์นั้น สร้างแล้วสิ่งนั้นต้องดี ท่านโตเชื่อในเรื่องวิญญาณ เพราะฉะนั้นควรจะปฏิบัติตามกฎของโลกวิญญาณ คือวิธีการตั้งให้ถูกหลักการในการปลุกเสก
     หนุ่มรูปงามผู้มีความสงบแลดูเป็นที่น่าเลื่อมใสจึงได้แนะวิธีการต่างๆ ในเรื่องทิศทางว่าทิศใดเป็นทิศมงคล ในการวางเทียน ธูป ดอกไม้ เทียนชัย ให้ตรงตามหลักของกฎระเบียบแห่งโลกวิญญาณ เรียกว่าเทวบัญญัติ หรือพรหมบัญญัติ ระหว่างสมเด็จ (โต) ยังคุมสติสัมปชัญญะอยู่ทุกเมื่อ จึงได้ถามหนุ่มรูปงามนั้นว่า

ท่านผู้รูปงามท่านนี้มีนามว่ากระไรหนอ?”




สมเด็จ (โต) ท่านจึงกล่าวว่า

     “ท่านผู้เจริญ ขรัวโตนี้รับฟังความคิดเห็นของทุกคน หากแม้นท่านโปรดข้านี้ ขอได้โปรดบอกมาเถิด จะด่าว่าตักเตือนเราก็ไม่ว่า”



หม่อมฉันนี้คือ ลูกศิษย์องค์พระโมคคัลลานะ หม่อมฉันสำเร็จเป็นอรหันต์เมื่ออายุ ๗ ขวบ แต่ด้วยทิ้งสังขารก่อนอายุขัยจึงมิได้สู่แดนอรหันต์ คงยังอยู่ในแดนพรหมโลก เพราะหม่อมฉันไม่อยากติดสตรี หม่อมฉันจึงทิ้งสังขารก่อนอายุขัย ทางโลกวิญญาณถือว่าสิ้นก่อนอายุขัยจึงอยู่ในรูปพรหม ถ้าท่านโตต้องการปรึกษาจากหม่อมฉันก็จงระลึกถึง ชินนะปัญจะระ

มานพหนุ่มรูปงามกล่าวต่อสมเด็จ (โต) อย่างสำรวม

 
ต่อมาไม่ว่าสมเด็จ (โต) จะทำงานสิ่งใด จึงมักระลึกถึงท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ระลึกถึงทีไร ท่านก็ปรากฏร่างทันที ช่วยเหลือสมเด็จ (โต) ประกอบพิธีต่างๆ จึงทำให้เครื่องรางของขลังของสมเด็จ (โต) มีความศักดิ์สิทธิ์มาก



สมเด็จ (โต) ท่านปลุกเสกพระสมเด็จรุ่นสุดท้าย ๘๔,๐๐๐ องค์ เรียกว่าสมเด็จอิทธิเจ ท่านได้แปลคาถาจากคัมภีร์ ซึ่งท่านพบจากกรุวัดที่กำแพงเพชร ซึ่งคัมภีร์นั้นเขียนขึ้นด้วยภาษาสิงหล ได้ความบ้าง มิได้ความบ้าง จับใจความได้ว่าเป็นชื่ออรหันต์แปดสิบองค์ จึงได้ตัดต่อแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อง่ายต่อการสวด จึงแปลใหม่ได้ความว่า คาถาชินปัญชรซึ่งตรงกับชื่อท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะพระสมเด็จ (โต) ท่านจึงถือคาถาบทนี้เป็นการเทิดทูนท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ที่ได้ช่วยเหลือท่านตลอดมา และพระคาถาบทนี้เป็นบทสวดในการนั่งปลุกเสกพระอิทธิเจรุ่นสุดท้าย ซึ่งสมเด็จ (โต) ท่านนั่งปลุกเสกอยู่เพียงผู้เดียว

 
ดังนั้น ชินปัญชรคาถา หากท่านได้ภาวนาเป็นประจำสม่ำเสมอจักก่อให้เกิดผลดียิ่งแก่ผู้ภาวนา เพราะท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ จะทรงแผ่อำนาจลงมาช่วยท่านตลอดเวลา คิดหวังอะไรย่อมสมหวังยิ่ง


ตอนที่ 4…การสวดพระคาถาชินปัญชร

สำหรับผู้เริ่มสวดพระคาถาชินปัญชร ควรปฏิบัติดังนี้

๑. เริ่มสวดวันพฤหัสบดี เวลาไหนก็ได้ตามแต่สะดวก

๒. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ถ้ามีชุดขาวก็ให้แต่งกายชุดขาวด้วย

๓. ถ้ามีห้องพระที่บ้านก็ให้เข้าไปนั่งที่ห้องพระ

๔. ถ้าในห้องพระมีรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ก็ยิ่งดี

๕. ให้จุดธูปเทียนและใช้ดอกบัว ๓ ดอก

๖. สวดชุมนุมเทวดา ตั้งสัจจาธิษฐานระลึกถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ด้วยพระ
คาถา
นะโม โพธิสัตว์โต พรหมรังสี ขอบารมีท่านแผ่รังสี เพื่อช่วยให้ท่องบ่นพระคาถาชินปัญชรจำได้แม่นยำและสวดได้โดยเร็ว

๗. ถ้าไม่มีทั้งห้องพระและรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ให้จุดธูปกลางแจ้ง และปฏิบัติตามข้อ ๖




ตอนที่ 5…บทสวดมนต์



บทสวดมนต์
ชุมนุมเทวดา

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน, ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะ วัตถุมหิ เขตเต, ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ตัฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ
ปุพพะภาคะนะมะการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ไตรสรณาคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ  ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ



พระคาถาชินปัญชร (ฉบับสำนักปู่สวรรค์)

ชะยาสะรากะตา พุทธา                       เชตตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง                          เย ปิวิงสุ นะราสะภา

ตัณหังกะราทะโย พุทธา                       อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง                        มัตถะเก เต มุนิสสะรา

สีเล ปะติฏฐิโต มัยหัง                           พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง                         อุเร สัพพะคุณากะโร

หะทะเย เม อะนุรุทโธ                           สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณทัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง                    โมคคัลลาโน จะ วามะเก
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง                         อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มหานาโม                         อุภาสุง วามะโสตะเก

เกเลนเต ปิฏฐิภาคัสมิง                         สุริโยวะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน                              โสภีโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสะโป เถโร                             มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง                        ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ                          อุปาลีนันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา                         นะลาเฏ ติละถา มะมะ

เสสาสีติ มะหาเถรา                              วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา                               ชิตะวันโต ชิโนระสา

ชะวันตา สีละเตเชนะ                           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ระตะนัง ปุระโต อาสิ                            ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง

ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ                         วาเม อังคุลิมาละกัง
ขันธะโมระปะริตตัญจะ                        อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ                          เสสา ปาการะสัณฐิตา
ชินา นานา วะระสังยุตตา                     สัตตัปปาการะลังกะตา

วาตะปิตตาทิสัญชาตา                         พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
อะเสสา วินะยัง ยันตุ                            อนันตะชินะเตชะสา

วะทะโต เม สะกิจเจนะ                         สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
ชินะปัญชะระมัชเฌนหิ                         วิหะรันตัง มะหีตะเล

สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ                      เต มะหาปุริสาสะภา
อิจเจวะมันโต                                       สุคุตโต สุรักโข

ชินานุภาเวนะ                                      ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ                                    ชิตาริสังโค
สังฆานุภาเวนะ                                    ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต                         ชะจะรามิ ชินะปัญชะเรติ



ตอนที่ 6…อานุภาพของพระคาถาชินปัญชร

ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถาชินปัญชรทุกค่ำเช้าแล้ว ผู้นั้นอาจจะไม่ได้ตกอบายภูมิ แม้ได้คาถานี้บูชาไว้กับบ้านเรือนก็อาจป้องกันอันตรายต่างๆ จะภาวนาคาถาอื่นๆ สักร้อยปี อานิสงส์ก็ไม่เท่ากับภาวนาพระคาถานี้ เมื่อสมัยอาตมภาพมีสังขารชีพอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ฟังอาตมาท่งบ่นพระคาภานี้ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าจอมหม่อมห้ามภายในราชสำนักท่องบ่นให้ขึ้นใจพระคาถานี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ท่องบ่นพระคาถานี้

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี



ตอนที่ 7…ความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินปัญชร



คัดตอนและเก็บความจากคำให้สัมภาษณ์ ของอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ทูตสันติภาพแห่งโลก ขององค์การสภาธรรมนูญโลก ในรายการพาใจสบาย ทางสถานีวิทยุยานเกราะ ความถี่ ๗๙๒ กิโลเฮิรตซ์ วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๙
พระคาถาชินปัญชร เป็นพระคาถาที่สรรเสริญ กล่าวถึงคุณความดีของพระอรหันต์ต่างๆ ในยุคสมัยสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้มาจากกรุที่เจดีย์เก่าแห่งหนึ่งในเมืองกำแพงเพชรในสมัยท่านมีสังขารอยู่ ไปเยี่ยมญาติที่กำแพงเพชร ไปเจอผูกใบลานผูกหนึ่งเขียนด้วยภาษาสิงหล คือ ภาษาลังกา
ต่อมาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านต้องการจะสร้างพระเพื่อตอบแทนฆราวาสที่อุตส่าห์มาช่วยซ่อมแซมโบสถ์วัดระฆังบ้าง ชาวบ้านเหล่านั้นไม่คิดค่าแรงงานเลย ท่านคิดจะสร้างสมเด็จชุดกรุเพดาน ในระหว่างก่อนที่ทำงานจะนอน ท่านได้นิมิตเห็นท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ผู้เป็นหัวหน้ารูปพรหม ๑๖ ชั้น ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ได้มาแนะนำท่านว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้ถูกต้องตามเทวบัญญัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เชื่อเรื่องว่าตายแล้วไม่สูญ ท่านเชื่อว่าตายแล้วจะต้องเดินทางไปปรภพอีกครั้งหนึ่งคือ เชื่อเรื่องโลกวิญญาณนั่นเอง ท่านได้รับการแนะนำช่วยเหลือจากดวงพระวิญญาณของท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็เลยดัดแปลงพระคาถานี้แล้วตั้งเป็นพระคาถาชินปัญจะระขึ้นหน้าเพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณของท่าน
พระคาถาชินปัญชรนี้เป็นบทสรรเสริญพระอรหันต์ ๘๐ พระองค์ เพื่อให้ท่านมาสิงสถิตอยู่ที่ตัวเรา ที่หูเรา ที่จมูกเรา ที่ลิ้นเรา ที่ผมเรา เป็นต้น เป็นพระคาถาเรียกว่ากำแพง ๗ ชั้น คุ้มครองเราแต่ต้องไม่เหนือกฎแห่งกรรมในโลกนี้
อิทธิพลแพ้อิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์แพ้บุญฤทธิ์ บุญฤทธิ์แพ้กรรมวิบากฤทธิ์ กรรมลิขิต กฎแห่งกรรม ถ้าเราทำชั่วมามาก สมมติว่าฆ่าคนมากเกิดในปัจจุบันชาติท่านจะต้องถูกเขาฆ่าตาย ในเรื่องวิบากกรรม อดีตชาติ แต่ถ้าอดีตชาติ ท่านไม่ได้สร้างกรรมหนักเช่น อดีตชาติ ท่านไม่เคยฆ่าคน ไม่เคยทำลายคน สร้างแต่ศีล สร้างแต่สมาธิ ทำแต่บุญกุศล หรือทำแต่ความดี ท่านสวดพระคาถาชินปัญชรทุกวันเช้าเย็น กล้าพูดว่าท่านจะเจริญยิ่งขึ้นและท่านจะไม่ตายโหง


พระคาถานี้แปลกพิสดารท่านจะเชื่อหรือไม่?
มีอยู่ 2 อย่าง เราห้ามเขาไม่ได้คือความคิด คนเขาจะคิดอะไร? เราบังคับเขาไม่ได้ ถ้าบังคับเขาได้โลกนี้จะไม่เกิดศาสนาถึง ๑๐ กว่าศาสนา ไม่เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ลิทธิเสรีประชาธิปไตย ลัทธิเผด็จการ นั่นคือ ความคิดห้ามกันไม่ได้

อีกสิ่งหนึ่งเราจะบังคับเขาให้เขาพูดแต่ความดีไม่ได้ ๒ สิ่งนี้ที่ทำให้โลกวุ่น คือ ความคิดกับปาก ใครจะพูดอะไร เราก็ไปห้ามเขาไม่ได้
สวดพระคาถาชินปัญชรแล้วทำให้สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็จะเกิด ทำไมเป็นอย่างนั้น ถ้าท่านเชื่อเรื่องตายแล้วไม่สูญก็ขอบอกว่า พระคาถานี้ถ้าท่านสวดทุกวันเช้าเย็นแล้ว จะร่นภพร่นชาติ สมมติท่านจะต้องเกิดอีก ๑๐ ชาติ เอากรรมวิบากของท่าน ๑๐ ชาติ มารวมกันในชาตินี้ ให้ท่านใช้กรรมไปเลย ตายแล้วท่านจะได้ขึ้นสวรรค์อยู่พรหมโลกหรือเทวโลกแล้วแต่กรรมวิบากหนักหรือเบา

อีกอย่างป็นกำแพงแก้วป้องกัน ถ้าคนในประเทศไทยทั้งหมดสวดพระคาถาชินปัญชร ก็เท่ากับช่วยป้องกันประเทศชาติด้วย

พระคาถานี้จะคุ้มครองครอบครับเรา บารมีจากที่เราสวดจะแผ่ออกไปคุ้มครองประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ เราอธิษฐานให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมของประเทศ ขอให้บารมีไปคุ้มครองพระมหากษัตริย์ก่อน แล้วถึงจะย้อนมาประเทศชาติและครอบครัวทีหลัง นั่นคือ เราตั้งสัจบารมีของเรา
สำหรับท่านที่มีจิตแน่วแน่สวดพระคาถาชินปัญชร สมมติว่าท่านป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บธรรมดาเล็กๆ น้อยๆ หรือถูกผีเข้า ผีโป่ง ผีกระสืออะไรพวกนี้ พระคาถานี้รักษาได้ทันที ท่านสวดโดยตั้งทำน้ำมนต์อยู่ข้างหน้า กินเข้าไปรักษาได้ นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของพระคาถาชินปัญชร

เวลาสวดพระคาถาชินปัญชรควรจะสวดอย่าเร็วนักหรือช้านัก เพราะว่าสวดพระคาถานี้เมื่อไร ผีเรือน ผีบ้าน รุกขเทวดา จะมาฟัง มาฟังเพื่อรับบารมีพระคาถานี้ นี่คือความพิสดารของพระคาถานี้
ท่านเดินทางไปที่ไหน เข้าป่าหรือขับรถ จะป้องกันอุบัติเหตุได้ด้วย พระคาถาชินปัญชรทนต่อการพิสูจน์ด้วย ถ้าท่านไม่ใช่มีกรรมวิบากฤทธิ์อย่างหนัก ท่านสวดพระคาถาชินปัญชรท่านจะค้าขายทำมาหากินในทางสุจริต ขอให้ตอนเข้าใส่บาตรพระ ๑ รูปด้วย เรากล้ารับรองว่ากิจการของท่านจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาถ้าวิบากกรรมของท่านไม่หนัก






   
ตอนที่ 8…บันทึกประวัติศาสตร์
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ได้กล่าวถึงอานุภาพของพระคาถาชินปัญชรว่า
ผู้ใดท่องบ่นภาวนาชินปัญชรคาถาเป็นเนืองนิตย์ พุทธานุภาพจักคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายจากสิงสาราสัตว์และภูตผีปีศาจที่มารังควานได้ สมัยที่อาตมาธุดงค์อยู่ในป่าดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน) เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายชุกชุมเป็นป่าทึบ ไม่มีมนุษย์กล้าเหยียบย่ำเข้าไป อาตมาบำเพ็ญจิตอยู่ในป่าลำพังคนเดียวถึง ๑๕ ปีเต็ม โดยอาศัยเจริญภาวนาพระคาถาชินปัญชรนี้ จนสามารถเรียนรู้ภาษาสัตว์เป็นเพื่อนกับสัตว์และให้พวกสัตว์เหล่านั้นเก็บผลไม้มาให้กินได้

จากบันทึกอีกตอน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตบอกกับเจ้าจอมหม่อมห้าม และเจ้านายผู้ใหญ่ในวังว่า
ผู้ใดหมั่นภาวนาพระคาถาชินปัญชรเป็นประจำ ผู้นั้นเมื่อทิ้งสังขารจากโลกมนุษย์ จะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิเลย
นี่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่น้อยคนจะล่วงรู้





ตอนที่ 9…พระประวัติท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ

ผ่านญาณ ( ร่าง ) อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ สำนักปู่สวรรค์
( รวบรวมเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๒๓ )
ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระเป็นบุตรของพราหมณ์ชื่อยะถะนา บิดาท่านชื่อ มะติโตะ ท่านเป็นชาวอินเดียแคว้นพาราณสี เกิดในสมัยพุทธกาล ท่านเห็นพระโมคคัลลาน์ ตอนพระโมคคัลลาน์ไปบิณฑบาต เห็นพระโมคคัลลาน์เดินบิณฑบาตอย่างสงบ ท่านก็เกิดความศรัทธา จึงตามไปและขอเป็นลูกศิษย์พระโมคคัลลาน์ด้วย ต่อมาท่านก็ได้บวช แล้ว..ท่านบำเพ็ญจนสำเร็จขั้นอรหันต์เมื่ออายุท่านได้เพียง ๗ ขวบ

ครั้นพอท่านมีอายุได้ ๒๓ ปี ๖ เดือน ได้มีสตรีกระโดดเข้ากอดท่านทางด้านหลังด้วยความหลงใหลในความงามรูปร่างท่าน ท่านจึงถอดกายทิพย์ออกสู่พรหมโลก
ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ เป็นผู้มีลักษณะและคุณลักษณะตามที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อธิบายไว้ในหนังสือ เบื้องหลังพระคาถาชินปัญชรพร้อมด้วยพระคาถาที่ถูกต้อง ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักปู่สวรรค์ว่า ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ สมัยมีสังขารเป็นคนรูปงาม เสียงไพเราะเหมือนเสียงนกการะเวก สูง ๑๘๕ เซนติเมตร ผิวขาวละเอียดเหมือนหยก

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทูตสันติภาพ (คืออาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์) แล้ว ท่านมีผิวสวยกว่าอาจารย์สุชาติ ๕ เท่า ใบหน้าของท่านแดงระรื่นเหมือนสีชมพู ผมเกล้าจุก คิ้วโก่งเหมือนคันศร ตางามเหมือนตาเหยี่ยว จมูกโด่งแบบแขก จมูกตรงลงมาไม่มีสัน ปากรูปกระจับ เดินเหมือนพญาราชสีห์ กายของท่านมีแสงเหมือนแสงอาทิตย์ จิตใจท่านงามเหมือนพระจันทร์

 


ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เจ้าระเบียบที่สุด ละเอียดรอบคอบที่สุด สะอาดมากที่สุด และท่านเกลียดสตรีเพศ
ท่านเป็นรูปพรหม คือเป็นพรหมที่มีรูปทิพย์ ขณะนี้ท่านเป็นหัวหน้ารูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น ท่านเป็นผู้รอบรู้พิธีการต่างๆ ของโลกวิญญาณ ท่านสามารถสวดพระคาถาคลายเวท ซึ่งถ้าท่านสวดคาถานี้ในโลกมนุษย์หรือบนสวรรค์เสียงจะก้องกังวานไปทั่วนรกสวรรค์สามสิบสามชั้น เทพพรหมได้ยินจะสะเทือนจิตออกจากสมาบัติหมด เพื่อรับทราบพิธีการที่ท่านจัดขึ้น ท่านถือหน้าที่เป็นหน้าที่ ถ้าไม่มีหน้าที่แล้วท่านชอบเล่นเหมือนเด็ก ชอบร้องเพลง สมัยหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี มีสังขารท่านเคยปรากฏรูปร่างให้หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็น และช่วยแนะนำหลวงพ่อสมเด็จฯ ในการสร้างพระเครื่องสมเด็จอิทธิเจที่ต่อมามีกิตติศัพท์ขลังนั้นด้วย
ตามความเป็นจริงแล้วท่าวท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ไม่ประสงค์มายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ เพราะมนุษย์มีจิตใจสกปรกและไร้ยางอาย แต่เมื่อหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ดิ้นรนลงมาตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้นในโลกมนุษย์ก็ได้อัญเชิญท่านลงมาช่วยปกป้องมาร และร่วมทำงานโปรดสัตว์ด้วย ท่านมีเมตตาจึงลงมาทำงานที่สำนักปู่สวรรค์โดยการช่วยรดน้ำมนต์รักษาโรคมารแทรก (ถูกคุณไสยถูกกระทำต่างๆ) ให้แก่มนุษย์ และช่วยจัดพิธีกรรมต่างๆ ที่เป็นงานใหญ่ๆ ให้ด้วย แม้กระนั้นท่านก็ยังคงไม่อยากยุ่งกับมนุษย์มากนัก
ดังจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ท่านลงมาทำงานโปรดสัตว์ในโลกมนุษย์ที่สำนักปู่สวรรค์ ท่านจะไม่พูดกับมนุษย์เลย เพราะท่านไม่ต้องการให้มนุษย์ติดท่าน ท่านใช้วิธีเขียนข้อความที่ประสงค์จะกล่าวตามความจำเป็นลงในกระดาษเป็นภาษาไทย แล้วให้เจ้าหน้าที่อ่านข้อความนั้นให้บุคคลที่ท่านประสงค์กล่าวด้วยฟัง และท่านจะติดต่อกับมนุษย์ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ย่อมแสดงความจริงข้อนี้ได้
ท่านได้เขียนโอวาทเหล่านี้สอนสานุศิษย์บางคนที่มาขอให้ท่านรักษาโรคให้ ซึ่งข้อความที่เป็นโอวาทเหล่านี้ ท่านเขียนแทรกอยู่ในการสั่งงานหรือแนะนำเรื่องอื่นๆ ผู้รวบรวมได้ขออนุญาตจากท่านคัดลอกมาเฉพาะเนื้อหาธรรมะเท่านั้น เรื่องอื่นนอกจากธรรมะได้ตัดออกไป นับเป็นการรวมโอวาทของท่านครั้งแรก ตั้งแต่ท่านลงมาทำงานในโลกมนุษย์นับจำนวนเป็นสิบปีที่ผ่านมานี้ ท่านได้เคยให้เหตุผลในการที่ท่านไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากนักว่า




“....การผูกพันกับมนุษย์มากเกินไป มีแต่ทางขาดทุน เพราะมนุษย์ไม่รู้จักพอ อาศัยพรหมวิหารสี่ จึงไม่หลงมนุษย์ คือมนุษย์จะให้เทพพรหมช่วย แต่มนุษย์ไม่ช่วยตัวเอง
ตามปกติถ้าท่านไม่ลงมาโปรดสัตว์ยังสำนักปู่สวรรค์แล้ว ชาวโลกมนุษย์ก็จะไม่มีทางรู้จักท่านอย่างแท้จริงได้เลย เพราะท่านเป็นคนสมัยพุทธกาล ไม่มีใครแจ้งประวัติของท่านเอาไว้ เมื่อนามของท่านมาปรากฏในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งที่สำนักปู่สวรรค์นี้ ก็ได้มีมนุษย์บางคนนำนามของท่านไปแอบอ้างในที่อื่นๆ  นอกสำนักปู่สวรรค์ ซึ่งท่านก็ได้ปฏิเสธว่ามิได้ไปเกี่ยวข้องเช่นนั้นด้วยเลย ห้ามมิให้มนุษย์ไปหลงเชื่อการหลอกลวงนั้น
หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) เคยเทศน์เล่าที่สำนักปู่สวรรค์ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ว่า

ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระเคยขอเลิกลงมาช่วยเหลือมนุษย์เพราะระอาต่อความหน้าด้าน และความไม่เอาจริงของมนุษย์ โดนท่านปรารภว่า ท่านปกครองรูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นยังไม่วุ่นวายเท่าปกครองมนุษย์เลย แต่อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ก็ได้ขอให้ท่านช่วยสำนักปู่สวรรค์ไปตามสัจจะต่อที่ท่านให้ไว้เองจะช่วยจนกว่าจะถึงอย่างน้อยวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ และหลวงปู่ทวดได้เทศน์ชี้แจงด้วยว่าตอนนี้ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระเลิกลงมาทำงานที่สำนักปู่สวรรค์แล้วไซร้ องค์หลวงปู่ทวดเองก็คงจะเลิกทำงานที่สำนักปู่สวรรค์ด้วยอีกองค์หนึ่ง

ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปํญจะระ เป็นหัวหน้ารูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น บารมีท่านสูงส่ง เทพพรหมทั้งหลายขึ้นไปพบท่านได้โดยยาก จึงมักถือโอกาสเฝ้าท่านเมื่อตอนที่ท่านลงมายังโลกมนุษย์ที่สำนักปู่สวรรค์ในแต่ละครั้ง
ท่านเป็นเจ้าพิธีการแห่งโลกวิญญาณและเป็นผู้พิชิตมาร ท่านมีบารมีที่บำเพ็ญมาทำให้พวกภูติผีปีศาจมารร้ายต่างๆ เกรงกลังท่าน หลวงปู่ทวดเคยเทศน์โปรดที่สำนักปู่สวรรค์พาดพิงถึงท่านครั้งหนึ่งว่า

 ท่านจะสังเกตเห็นว่า อย่างพวกวิญญาณไม่ดีหรือพวกสัมภเวสีพวกอมรมนุษย์พวกโอปปาติกะชั้นต่ำ เวลาท่านเกิดพบอะไรมารังแก ท่านมาระลึกถึงอาตมา เขาไม่กลัว เขาไม่หนีหรอก แต่ถ้าท่านระลึกถึงท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระเขาจะกลัว เขาจะหนี ซึ่งก็มีตัวอย่างที่ให้ท่านดูเมื่อสองอาทิตย์ก่อน พวกวิญญาณชั้นต่ำมานั่งทะเลาะกันอยู่ข้างล่าง ทั้งๆ ที่อาตมาทำงานอยู่บนนี้ เขาไม่มีความเกรงใจ แต่พอท้าวมหาพรหมลุกขึ้นมาเท่านั้นเอง เขาเงียบกริบกันได้ นั่นเพราะอะไร เพราะบารมีคนเราบำเพ็ญมาต่างกัน

 

รูปภาพท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
ชาวจีนนับถือท่านว่า ฮู้ฮ่วบซิ้งพรหมผู้พิทักษ์ธรรม
นอกจากนี้หลวงปู่ทวดยังได้เทศน์เล่าถึงลักษณะของท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระไว้ดังนี้ด้วยว่า

ท่านจะเห็นว่าถ้าอารมณ์อุเบกขา และเด็ดเดี่ยวแล้ว ก็มีตัวอย่างให้ท่านดู คือท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ คำสั่งท่านสั่งออกไปแล้วแม้แต่เทวดาที่ท่านชี้จะมากอดขาอ้อนวอนว่าสงสารเด็กของเขาเถิด ท่านยังเฉย อันนี้คือลักษณะของผู้นำพรหมโลก...พรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้นมีรูปพรหมเป็นโกฏิๆ มนุษย์ทั้งโลกรวมกันยังไม่เท่ากับพรหมโลก ๑ ชั้น....

หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เองก็เคยเทศน์เล่าถึงท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระไว้บ้างในบางครั้ง เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อตอนช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ศูนย์ประสานงานสมาคมศาสนาสัมพันธ์ประจำจังหวัดพิจิตร ได้จัดธรรมทัศนาจรพาชาวจังหวัดพิจิตรไปบำเพ็ญกุศลที่อาณาจักรหุบผาสวรรค์เมืองศาสนา ขาไปก่อนจะถึงอาณาจักรหุบผาสวรรค์เมืองศาสนาก็ได้แวะเที่ยวชมและนมัสการพระที่วัดโพธิ์แมนคุณาราม ถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพมหานครก่อนด้วย
วัดโพธิ์แมนคุณารามนี้ เป็นวัดชาวจีนซึ่งถือพุทธศาสนานิกายมหายาน วัดนี้มีโบสถ์และอาคารต่างๆ สะอาดสวยงามอย่างยิ่ง ตรงประตูทางเข้านี้มีรูปกษัตริย์นักรบชาวจีนหล่อหรือรูปปั้นไว้ด้วย ๑ องค์ เป็นรูปประทับยืนหันพระพักตร์สวนไปทางพระประธานในโบสถ์ ซึ่งรูปปั้นเช่นนี้จะพบเสมอตามวัดของชาวพุทธนิกายมหายาน อย่างเช่นที่ วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่ กรุงเทพมหานคร) ก็มี เป็นต้น ซึ่งรูปปั้นหันไปทางหน้าพระประธานในโบสถ์เช่นนี้จะมีอยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้นในแต่ละวัด ซึ่งชาวพิจิตรก็ได้ไปชมมา ครั้นพอถึงอาณาจักรหุบผาสวรรค์เมืองศาสนา ชาวพิจิตรกลุ่มนี้ได้มีโอกาสฟังธรรมโอวาทของหลวงพ่อสมเด็จฯ หลวงพ่อสมเด็จฯ จึงได้อธิบายตอนหนึ่งถึงรูปปั้นด้านในประตูหน้าวัดตามที่กล่าวนั้นว่า คือชาติปางหนึ่งของท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระนั่นเอง

เหตุที่ท่านหันหน้าเข้าหาด้านหน้าพระประธานนั้น ก็เนื่องจากการที่ท่านได้ตั้งสัจจะที่จะปกปักรักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้คงอยู่ตลอดไปนั่นเอง

ซึ่งความจริงข้อนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระได้ลงมาสั่งงานสานุศิษย์ที่สำนักปู่สวรรค์ท่านก็ได้เขียนข้อความพาดพิงถึงประวัติของท่านตอนหนึ่งว่า ชาวจีนนับถือท่านว่า ฮู้ฮ่วบซิ้ง พรหมผู้พิทักษ์ธรรม  นั่นเอง
นอกจากนั้นหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ยังได้เทศน์โปรดให้ฟังอีกด้วยว่า เมื่อสมัยพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม ก็ได้ท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระนี้เอง ที่ได้ช่วยปกป้องคุ้มครองมิให้พวกมารมารบกวนการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว ต่างนับถือท่านจนเป็นนิกายที่สำคัญนิกายหนึ่งทีเดียว นิกายนั้นคือที่เรียก่านิกายชินโตโน่นั่นเอง



ตอนที่ 10…คุณลักษณะท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
ยิ่งใหญ่
เทพพรหมนั้นมีมากมายกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร แต่มีพรหมที่มีตบะแรง พรหมที่มีอาวุโส มีตำแหน่งในพรหมโลกนั้นมีไม่กี่องค์
ในพรหมโลกมีพระพรหม ๔ องค์ที่เป็นใหญ่ในพรหมโลก มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับพรหมโลก คือ
๑. ท้าวจตุรพรหม
๒. ท้าวอัปราพรหม
๓. ท้าวมหาพรหมสามวิจิตร
๔. ท้าวมหาพรหมสามภพ
ในสภาพการณ์อย่างพระพรหมชินนะนี้ เป็นผู้พร้อมทุกอย่าง ในสภาวการณ์เขาเรียกว่าเป็นผู้สำเร็จสมัยองค์สมณโคดม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพรหมที่ไม่ขึ้นต่อพรหมโลก เขาเรียกว่าเป็นพรหมเอกเทศในพรหมโลกและมีบารมีแห่งฌานสมาบัติอันแก่กล้า พรหมองค์นี้ไม่ใช่เป็นพรหมที่จะติดสินบนมนุษย์ ทรงไว้ด้วยความยุติธรรม และเป็นผู้รอบรู้สรรพสิ่ง เรียกว่าเจ้าพิธีการของโลกวิญญาณ เป็นหัวหน้ารูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น เป็นพระพรหมรูปงามที่เรียกว่าเทวดาผู้หญิงหลง พรหมผู้หญิงที่อยู่ชั้นฝึกไม่ถึงชั้น ๕ พรหมชั้น ๔ ยังติดกาม ก็ยังหลง แต่มีกฎอยู่อย่างหนึ่ง ผู้ใดถูกแม้แต่เท้าพระพรหมชินนะ ผู้นั้นจะต้องถูกสาปลงมาเกิด เพราะว่าเป็นพระพรหมที่เกลียดสตรีเพศ

พระพรหมองค์นี้ต้องดูจังหวะพูด เพราะว่าเป็นพรหมที่มติสามโลกเอื้อมไปไม่ถึง ท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ เป็นคนมีวินัย รักความสะอาด สงบเสงี่ยม สุขุมคัมภีรภาพ มีความเฉลียวฉลาด


พระพรหมองค์นี้เป็นพรหมผู้ใหญ่ เป็นพระพรหมยิ่งใหญ่ของพรหมโลกที่ขจัดมารได้ทั่วพิภพ...ตอนจะออกรบจะพิชิตมาร หมายความว่าพรหมโลกเกิดเรื่องยุ่งก็ดี เทวโลกเกิดยุ่งก็ดี ยมโลกเกิดยุ่งก็ดี มารโลกเกิดมาหาเรื่องมาก เขาช่วยกันไม่ได้ เขาก็ต้องเชิญองค์พระพรหมชินนะ พระพรหมชินนะจะออกศึกก็มีพาหนะ


พาหนะ
เท้าขวาเหยียบเต่า เท้าซ้ายเหยียบพญานาค เป็นพาหนะประจำตำแหน่ง พาหนะเหล่านี้เป็นวิญญาณทิพย์ เป็นวิญญาณที่จำศีล เตรียมตัวเกิดเป็นพระสาวกในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย

เต่ามีอายุยืนนานและแข็งแกร่ง เท้าขวาท่านหนักมาก ถ้าเหยียบพญานาครับรองว่าแบน ก็เอาเต่ามารอง เท้าซ้ายไม่ค่อยหนักก็เอาพญานาคเหยียบ เต่านั้นถือว่าเป็นสัตว์บก พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ เหยียบพญานาคหมายถึงเหยียบสมุทร แสดงว่าทั้งบกทั้งน้ำอยู่ใต้ตีนข้า เวลาท่านประทานน้ำมนต์อาบคนไข้ สองหน่อนี้ก็มาช่วยอยู่



วรกาย
พระวรกายนั้นมีแสงดั่งพระอาทิตย์ จิตใจงามเหมือนพระจันทร์ คิ้วโก่งเหมือนคันศร นัตย์ตางามและคมเหมือนเหยี่ยว ผิวกายละเอียดเหมือนหยกขาว ผมเกล้าจุกขมวดไว้บนพระเศียร เศียรมีปิ่นเพชร ปิ่นเพชรมีสีทอง

พระพรหมชินนะ ไม่ยอมอธิษฐานแปลงกายแห่งกายทิพย์ของตนให้เป็นแปดหน้าสี่กร หรือสี่หน้าแปดกร

การที่พระพรหมมีหลายๆ หน้า เพราะว่าท่านมีหน้าที่ดูแลในการเป็นอยู่ของพรหมโลก และดูแลในการจัดการที่จะมาต้านของเหล่ามาร ที่จะมารังควานในการนั่งสมาธิของพรหม อันนี้อาจจะถามว่า เหตุไฉน พระพรหมชินนะจึงไม่ต้องมีหลายหน้า เพราะว่า
พระพรหมชินนะนั้นมีรังสีแห่งวรกาย ของแก้ว ๗ ชั้นคลุมอยู่ จึงไม่ต้องใช้หน้ามาก เพียงแต่รัศมีแผ่ไป พรหมเขาก็รู้ พวกมารหรือพวกอะไรเขาก็รู้ นี่พรหมองค์นี้มา ก็คือสัญลักษณ์ท้าวมหาพรหมชินนะมา จึงไม่ได้เนรมิตในร่างกายให้ผิดแปลกกว่าเขา

กายนั้นเปล่งรัศมีรอบวรกายเป็นพระอาทิตย์ขาวขึ้นในภาวการณ์ที่เรียกว่า ถ้าพระพรหมองค์นี้ไปไหน เทวดาเห็นเป็นพระอาทิตย์เคลื่อนที่รัศมี ๕๐๐ เส้น เทพพรหมจะรู้ว่าท้าวมหาพรหมชินนะมา แต่พวกอมรมนุษย์ เทพพวกรุกขเทวดาเหล่านี้ยังไม่รู้จัก เพียงแค่คิดว่า เอ๊ะ พรหมองค์นี้มีรัศมีมากเพียงพอหนอ



เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายของโลกวิญญาณนั้น เสื้อผ้าที่แต่งนั้นเป็นของทิพย์ พอใจก็นุ่งชุดนี้ตลอดกาล ทีนี้การแต่งตัวของท้าวมหาพรหมชินนะเขาเรียกว่าแต่งแบบครึ่งกึ่งพระกึ่งพรหม คือ ทั้งชุดที่นุ่งนั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เพราะว่ากายเนื้อทิพย์ของพระพรหมชินนะเป็นเนื้อหยกขาว ชุดที่นุ่งนั้นก็เป็นชุดขาวละเอียด พระวรกายเป็นสีที่เรียกว่าขาวอย่างมีสีนวล เปล่งรัศมีไกลถึง ๕๐๐ เส้น

คทา
มือขวาถือคทา เรียกว่า คทาพรหม เป็นจามจุรีทิพย์ หัวคทามีแสงพุ่งออกมาเป็นรัศมีเป็นรุ้ง ๓ สี



วิมาน
วิมานท่านอยู่พรหมโลกชั้นที่ ๑๓ วิมานนั้นเนรมิตสร้างขึ้นด้วยแก้วมรกต พื้นวิมานปูด้วยทองคำบริสุทธิ์ รอบในหลังคามุงด้วยเพชร บรรทมด้วยสิงห์ ไม่มีคนใช้ ไม่มีบริวาร ส่วนมากอยู่เอกเทศเพียงองค์เดียว ไม่ชอบพูดกับใคร ไม่มีใครกล้าเหยียบวิมานโดยพลการ
     พรหมเอกเทศหมายความว่า ไม่ขึ้นกับพรหมโลก จะอยู่ในพรหมโลกก็ได้ ไม่อยู่ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ วิมานมีหลายแห่ง

ลัทธิชินโตโนะ
ในประเทศญี่ปุ่นนับถือท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระมาก เขานับถือเป็นพระอรหันต์ในตำราของเขา แล้วชินนะปัญจะระศีเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้นในญี่ปุ่นเขานับถือท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระมาก แต่เขาเรียกเป็นชินโตโนะ หรือ ศาสนาชินโตโนะ คือบูชาพระอาทิตย์ ที่เขาบูชาพระอาทิตย์เพราะ ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระก่อนจะปรากฏร่าง จะต้องเป็นแสงอาทิตย์ต่างๆ เข้ามาก่อน แล้วจึงปรากฏร่างในกลางแสงอาทิตย์ เรียกว่า รัศมีพุ่งเป็นรุ่ง ฉะนั้นในญี่ปุ่นเขานับถือเป็นลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิชินโตโนะ



ผู้พิชิตมารทั่วพิภพ
ท้าวมหาพรหมชินนะ ท่านเป็นพระพรหมที่มีฤทธิ์เดช ที่เรียกว่าพญามารหรือมารทั้งหลายกลัว ในด้านของมารโลก โลกของมารของพวกวิญญาณ ดังนั้นก็เรียกว่าท่านมีรูปของท้าวมหาพรหมชินนะอยู่ในบ้านก็คือว่าอุปสรรคในการกลั่นแกล้งของวิญญาณ พวกที่เรียกว่ารุกขเทวดาก็ดี พวกอมรมนุษย์ก็ดี พวกผีเปรตอสุรกายก็ดี คิดว่าไม่กล้าย่างกรายไป
คนเราเก่งย่อมมีเก่งกว่าเรา แม้แต่เทพพรหม...ถ้าพูดถึงในภาวการณ์ทั้งหลายแล้วไซร้ ดั่งเช่นท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระผู้พิชิตมารทั่วพิภพ ยังเป็นพรหมที่เต็มไปด้วยมหาเมตตาที่จะช่วยมนุษย์แต่ไม่เคยทะนงตนว่าตนนั้นแลเป็นผู้ที่วิญญาณทั้ง ๓ สามแดนโลกเกรงขาม ถ้าท่านเดินไปในที่เปลี่ยว เดินไปในที่ป่าช้าเกิดความกลัวของท่านจงท่อง ชินนะปัญจะระ ผีจะไม่เข้าใกล้ท่าน เพราะว่า
นามแห่งท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระนี้เป็นพรหมเอกเทศ เป็นพรหมที่เรียกว่า บำเพ็ญในด้านฤทธิ์เดชมาโดยตรงสำหรับปราบมาร เขาเรียกว่าขจัดคนชั่ว อภิบาลคนดี

สิ่งเหล่านี้ท่านทั้งหลายท่านจะเห็นว่า ท้าวมหาพรหมยังไม่ใช้พลังฤทธิ์เดช ทำลายวิญญาณทั้งหลายที่มาแฝงในร่างมนุษย์ ถ้าพระพรหมชินนะจะใช้พลังแห่งฤทธิ์เดชแล้ว ไม่ต้องใช้ขนาดหนักหรอก เพียงแต่เอาไม้คทาตีก็ตายแล้ว แต่ว่าด้วยความเมตตาก็มาทรมานให้รู้ว่า เมื่อท่านได้มาทำลายมนุษย์เช่นนี้ ท่านรู้สึกทรมานอย่างไรเมื่อถูกเราทรมานกลับบ้าง
ท้าวมหาพรหมชินนะไม่กล้าใช้พลังอย่างเด็ดขาดนั้น (ขณะอาบน้ำมนต์รักษาโรค) เพราะกลัวร่างมนุษย์วิญญาณมนุษย์จะต้านทานไม่ไหว ก็จะกลายเป็นโทษ จึงใช้พลังค่อยๆ ตีกลับ จนกว่าวาระบุคคลผู้นั้นจะต้องสิ้นกรรมที่เขาสร้าง ท่านอย่าลืม ศีลธรรม มนุษยธรรม กุศลจิต ย่อมที่จะเหนือเหล่ามิจฉาทิฐิ เหล่าอัตตา หรือว่าเหล่าเดรัจฉานวิชา เพราะฉะนั้คำสาปของผู้ไม่มีศีลย่อมไม่เหนือบารมีพรหมที่ทรงไว้ด้วยพรหมวิหาร ๔...พระพรหมชินนะนี่ถ้าเหยียบบ้านใครแล้วบ้านนั้นก็สบาย






การเข้าเฝ้า
ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ อยู่บนพรหมโลกผู้ที่จะเข้าเฝ้าไม่ใช่จะเข้าเฝ้าง่ายๆ ถ้าเฝ้าในหลักกายทิพย์จิตวิญญาณ ถือเป็นพระพรหมอาวุธโส...เวลาอยู่ในพรหมโลกนี่ใหญ่มาก...เทวดาอื่นชิดซ้ายไม่มีใครเจอ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องหาวิธีการว่า เมื่อท้าวมหาพรหมผู้นี้ลงมาช่วยในโลกมนุษย์ ก็มาในสภาวะของกายเนื้อ โดยอาศัยร่างมนุษย์บางคน จึงได้เฝ้าอย่างใกล้ชิด เมื่อเขาอยู่ในด้านกายทิพย์จิตวิญญาณแล้ว พลังที่ท้าวมหาพรหมท่านมีอยู่ในรอบกายทิพย์เคลื่อนไหวเหมือนพระอาทิตย์นั้น เขาไม่สามารถที่จะเข้าใกล้รัศมีที่แตกต่างออกมา เพราฉะนั้น การเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ถ้าจะเปรียบเทียบแบบนักวิทยาศาสตร์ก็คล้ายๆ ว่า แสงที่จ้าถูกผ้ากำมะหยี่ผืนน้อยๆ บัง แล้วแสงที่จ้ากลายเป็นแสงนวล เพราฉะนั้นถือว่าได้ผ่านในการกรองแสง คือ เฝ้าในกายเนื้อของมนุษย์ได้เฝ้าอย่างใกล้ชิด


การรดน้ำมนต์
การรดน้ำมนต์ ต้องเข้าใจว่าท้าวมหาพรหมใช้พลังของท่านเข้าไปช๊อตพูดแบบภาษาไฟฟ้า...การที่ท้าวมหาพรหมชินนะต้องทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้วิญญาณรู้ว่าการที่มาเบียดเบียนเขานี่ เขาเจ็บปวดขนาดไหน ก็เสมือนหนึ่งที่ท่านถูกเราใช้พลังทำให้ท่านเจ็บปวดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นควรจะกลับไปเสีย เป็นวิธีการสอนไปในตัว ไม่ใช่ไปทำลายอะไร คนไม่รู้นึกว่าท่านทำลาย ท่านไม่เคยทำร้ายวิญญาณ นอกจากวิญญาณนั้นเป็นวิญญาณที่เลวจริงๆ ถึงจะจัดการ ส่วนมากท่านจะให้ไปบำเพ็ญ หรือไม่ก็ไปเกิด วิธีการของมหาพรหมที่มีเมตตา ก็คล้ายๆ ถูกไฟฟ้าจี้ ก็ต้องดิ้นเป็นธรรมดา

อาตมาก็ได้เทศน์ไว้แล้วจะทำประวัติท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ถ้าท่านเอาประวัติศาสตร์ในพระไตรปิฏกแล้ว ท่านจะเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าพระพรหมชินนะสำเร็จจิตแห่งอารมณ์เข้าซึ้งถึงอรหันต์ของกระแสอาสวฌานเมื่ออายุ ๗ ขวบ และเป็นลูกศิษย์พระโมคคัลลาน์ใน ๕๐๐ คน
ท้าวมหาพรหมชินนะคือหนึ่งในห้าร้อยอรหันต์ของพระโมคคัลลาน์และเป็นพระสงฆ์ บวชสมัยพุทธกาล สมัยพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมมีสังขาร และเป็นผู้ที่ชอบฝึกในด้านฤทธิ์ตั้งแต่สมัยสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พวกที่ศึกษาพระไตรปิฏกคงจะได้ยินมีชื่อว่า อรหันต์ชินนะตะ
      เมื่ออายุ ๒๓ ปี กับ ๖ เดือน บังเอิญบุพเพสันนิวาสแห่งกรรมของอดีต ได้มีสตรีหนึ่งมาหลงรักและกระโดดเข้ากอดท่านทางด้านหลัง ด้วยความหลงใหลในความงามของรูปร่างท่าน ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระด้วยการรักษาพรหมจรรย์จึงถอดกายทิพย์ออกสู่พรหมโลก ทิ้งร่างที่กรุงสาวัตถี

ในกฏของโลกวิญญาณถือว่าท่านนี้ไม่ใช่ผู้เก่งกาจตายก่อนอายุขัย จึงไม่ได้เข้าแดนอรหันต์ ก็อยู่ในรูปพรหมและได้เริ่มบำเพ็ญในด้านอำนาจฤทธิ์เดชเหนือพลังทั้งหลายขึ้นในพรหมโลก จนสามารถพิชิตมารทั้งหลายได้และเป็นพระพรหมเอกเทศที่ไม่ขึ้นกับโลกวิญญาณ

     พระพรหมชินนะไม่ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะพระพรหมชินนะไม่ปรารถนาสู่การเป็นพระอนาคา อนาคามี หรือว่าเป็นอรหันต์สำเร็จในโลกวิญญาณ ปรารถนาการเป็นพรหมที่บำเพ็ญฤทธิ์เดชเพื่อปราบมาร


เสด็จพ่อมหาพรหมชินนะปัญจะระ
เจ้าพิธีการแห่งโลกวิญญาณ

หัวหน้ารูปพรหม ๑๖ ชั้น ตำแหน่งผู้พิชิตมาร
พระคาถาบูชา ชินนะปัญจะระ
ตอนที่ 11…พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
( วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ )

คำขวัญในการทำงาน
ยามศึกต้องการผู้กล้าหาญ  ยามปรึกษาไม่ต้องการคนพูดพล่าม

ยามทำงานต้องการผู้มีปัญญา  ถ้าท่านปรับตัวเข้ากับหลักนี้ได้

ก็จงมา ถ้าปรับไม่ได้จงหลีกไป




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕

เรื่องการทำงานโปรดอย่าชาตินิยมจัด
อย่าลืมว่าขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม
ชมพูทวีปที่ฉันสำเร็จ ยังเป็นเมืองขึ้นเขาได้



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙


มนุษย์ที่ชอบพูดมาก ชอบคิดอกุศลต่อคนอื่น ชอบนั่งนินทา เขาย่อมจะมีพลังจิตที่ดีไม่ได้
ถ้ามนุษย์มีพลังจิตที่เข้มแข็ง ต้องรู้จักประมาณตน ต้องรู้หน้าที่ขอบเขตที่ตนมีอยู่
เรื่องในไม่ออก เรื่องนอกไม่เข้า ต้องรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำด้วย




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

ถ้าจะทำงานใหญ่ ยังมีพวกมนุษย์ที่จิตไม่ถึงธรรม
โดยเฉพาะสตรีงาม ย่อมที่จะถึงการพินาศ

ท่านรู้จักคำว่าหน้าที่ขอบเขตความรับผิดชอบ ฐานะไหม

ขอให้ท่านปรับปรุงความคิด ปรับปรุงการทำงาน
ตั้งแต่บัดนี้ให้ปากกับใจมันตรงกันก่อนแล้วจึงมาคุย




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

 ได้มาบูชาเราสักการะเราแล้ว ก็กล่าวคำขอขมานั้นด้วย เราก็รับทราบรับฟัง แต่ว่าเราไม่สะทกสะท้านต่อ เพราะการเป็นมนุษย์จิตใจมนุษย์เปลี่ยนทุกนาที อารมณ์คล้อยตามอายตนะ วันนี้ท่านก็ขอขมา เมื่อวานนี้ท่านก็ขอขมา ท่านก็ขอขมาหลายครั้งแล้ว แต่สันดานพวกท่านไม่เปลี่ยนสักทีเพียงพิธีการชั่วอารมณ์หนึ่งและชั่วอายตนะที่ท่านคิดสบายใจก็เข้ามาขมา ถ้าท่านเกิดไม่สบายใจท่านก็ด่าเรา เพราะฉะนั้นเราจึงไม่คล้อยตามโวหาร และอารมณ์ของท่านทั้งหลาย เราไม่เหมือนเทพพรหมองค์อื่น 
   
 แต่สิ่งที่การเป็นมนุษย์นั้นต้องเข้าใจว่าชีวิตนั้นแสนสั้นหนอ ท่านจะทำยังไงจึงเป็นมนุษย์ที่ดี ท่านจะทำยังให้จิตของท่านมีความมั่น และอย่าวิจิกิจฉาในใจ โดยเฉพาะการร่วมทำงานศาสนานั้นเป็นงานที่ยากข้อสำคัญท่านต้องรู้จักตัวท่านต้องประมาณตัวท่าน ต้องรู้วาสนาท่าน ต้องรู้ความสามารถ




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

คำขอขมาจากพวกท่าน และคำว่าตัดสินใจเด็ดขาด
ทุกอย่างเรียบร้อย เราฟังแล้วรู้สึกเฉยเสียแล้ว

ผู้รู้เขาจะทำก่อนพูด
ผู้มีความสามารถจะไม่อวดตัว

การทำงานใหญ่ไม่มีแผนที่ดีและเด็ดเดี่ยว
ย่อมได้งานที่เลว



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐

คนเราทะนงตนว่าเป็นศิลปิน
ชีวิตก็ไม่พ้นการเจ็บตาย



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐

 
 ท่านก็ได้มาละทิฐิในการบูชาอีกวาระหนึ่งและได้น้ำดอกไม้ ธูปเทียนมาสักการะและขอขมาแบบการปฏิบัติระหว่างครูกับศิษย์ ซึ่งสำนักปู่สวรรค์ก็ตั้งในโลกมนุษย์ ท่านจึงมีโอกาสมาสักการะและขอขมาเรา ปีที่แล้วก็ขอขมา ปีนี้ท่านก็ขอขมาเสร็จก็คงจะลืมกันอีก แน่นอนเราก็ไม่ถือท่าน เพราะว่ามันเป็นสิ่งธรรมดาของมนุษย์ แต่ฟังแล้วรำคาญ วันนี้ท่านศรัทธาเราก็ขอขมา พรุ่งนี้ท่านไม่ศรัทธาเรา ท่านก็อาจจะด่าเรา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราเฉยๆ   

ถึงอย่างไรก็ดีเป็นการแสดงออกของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และเป็นวิธีการอันที่หนึ่งที่เรียกว่า ทำให้ท่านทั้งหลายได้มาพบปะสังสรรค์กันในที่นี้ เพื่อปรับทุกข์ และให้เกิดสุขขึ้นตามอารมณ์ของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจสำหรับมนุษย์ที่จะต้องการมีความสุข แต่ภาวะแห่งความสุขอันแท้จริงนั้น อยู่ที่การปฏิบัติของจิตวิญญาณของท่าน จิตวิญญาณท่านปฏิบัติในทางที่ดีท่านก็ได้สุข จิตวิญญาณท่านปฏิบัติในทางที่ชั่วท่านก็ได้ทุกข์ และทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดความสุขหรือความทุกข์ อยู่ที่การกระทำของท่านเอง ไม่ใช่อยู่ที่ท่านมาขอขมาเราแล้ว ท่านก็มีสุข ท่านมาขอพรเราแล้วท่านก็จะมีสุข ต้องอยู่ที่ท่านเป็นคนเริ่มต้นก่อน

       การที่โลกทุกวันนี้ไม่สงบ ไม่มีสุข เพราะมนุษย์ตกอยู่ในห้วงกิเลสตัณหา ที่ยึดมั่นสำคัญตน ตกอยู่ในภาวะที่ไม่มาจับความผิดของตัว เที่ยวจับความผิดของคนอื่น และเที่ยวกล่าวร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน โลกจึงเกิดความวุ่นวาย



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐

      การทำงานนั้นย่อมมีมาร เป็นสิ่งธรรมดาของโลกมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว แต่มารเขาก็ย่อมมีเหตุผลของมาร การงานที่จะสำเร็จอยู่ที่สัจจะและการกระทำ มิใช่อยู่ที่พูด ท่านจะทำงานศาสนา ท่านต้องมีสติและคอยจับผิดตัวเอง ไม่กลัวคำครหานินทา ไม่ยินดีในคำสรรเสริญ เด็ดเดี่ยว มั่นคง จดจ่อ สัจจะก็สำเร็จได้



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๒๐

การถือศีลไม่พูดเป็นสิ่งที่ดี โลกนี้จะได้กว้างขึ้น
แต่ถ้าไม่พูด มโนกรรมเป็นสิ่งสำคัญ ควรระวังยิ่ง
พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑


พระที่ปฏิบัติย่อมไม่ติดในสิ่งของ

  ความจริงของโลกมีอยู่ว่า

  การทำงานคือบำเพ็ญทุกขบารมี
ผู้ทำงานมักไม่มีเวลาพูด
ผู้มีเวลาพูดมักไม่มีเวลาทำงาน



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
จงจำเอาไว้ว่า
ศัตรูของนักบวชก็คือสตรี
ในโลกนี้ สตรีเป็นผู้ให้กำเนิดศาสดาจารย์ของโลก
ขณะเดียวกันสตรีก็คือ
ผู้ทำลายพรหมจรรย์ของนักบวช
และรัฐบุรุษของโลก เอกบุรุษของโลกพินาศเพราะสตรี




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑


      วันนี้พวกท่านได้มาจัดพิธีชุมนุมกันในที่นี้ เพื่อเป็นพิธีการแห่งการบูชาครูในความกตัญญู ณ สำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษย์ เสร็จแล้วท่านก็ได้ถวายเทียนชัย ดอกไม้ ธูปเทียน และก็ขอขมาแบบปีที่แล้วน่ารำคาญเป็นเรื่องของมารยาทหรือเรื่องของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ขอขมากันไปแล้วก็เลิกกันไป ไม่เหมือนเทพพรหมเขาไม่ต้องมาทำพิธีขอขมากันอยู่ทุกปี เขาทำอะไรลงไปแล้วเขาจะมีความจำ ความมั่น ความจริง และความจดจ่อ พวกท่านก็มีการขอขมาแล้วก็บอกให้อภัย ท่านก็ดีใจ แต่พอไปถึงบ้านก็ลืมกันไป และเป็นเรื่องที่แปลกดีของมนุษย์มันต้องเวียนว่ายตายเกิด ตามกฎของกรรมเรียกว่าสังสารวัฏปีที่แล้วก็พูดอย่างนี้

      ปีนี้เราก็ได้ฟังอย่างนี้ เราก็รู้สึกเฉยๆ และรำคาญจริง อันความจริงพวกท่านมีเพชรอยู่ในมือ แต่ท่านก็ไม่รู้จักเพชร พวกท่านอยู่ใกล้ธรรมะ ท่านก็ยังไม่ถึงธรรมะ พวกท่านอยู่ใกล้เรา ท่านก็ยังไม่ถึงเรา เราชอบความจริงจัง เด็ดเดี่ยวจดจ่อ ไม่รู้ลืม ไม่ใช่ไม่จริงจัง ไม่จดจ่อ และก็พูดเป็นโวหาร แค่นี้แล้วก็เลิกกันไป

      ถึงอย่างไรก็ดี ก็ยังเป็นพิธีการหนึ่งของโลกมนุษย์และก็เป็นฉากหนึ่งของโลกมนุษย์ ที่ท่านได้มาแสดงให้มนุษย์และเทวดาดูกัน เราก็บ้ากับท่านต่อไป ก็แสดงกันไปให้มนุษย์และเทวดาดูเหมือนกัน และเสร็จแล้วเราขอพูดล่วงหน้า ประเดี๋ยวพิธีเสร็จกลับ เรากลับ พวกท่านก็กลับ เด็กที่อยู่ในนี้ก็จงเหนื่อยต่อไป และมันเป็นเรื่องคิดที่สนุกมันก็สนุก ทุกปี ครั้งหนึ่งท่านกับเราก็มาแสดงกันอย่างนี้ปีหนึ่ง เสร็จแล้วท่านก็กลับบ้าน และก็ปล่อยสิ่งที่เลอะเทอะสกปรกของมนุษย์ไว้ที่นี้ ให้เด็กทั้งหลายที่อยู่ที่นี้เก็บกวาดกันต่อไป และเราก็มาแสดงกันที่ปู่สวรรค์นี้หลายครั้งแล้ว และเราขอให้ท่านจงตั้งใจว่าปีนี้เราแสดง ปีหน้าเราไม่รู้จะมีโอกาสมาแสดงกับท่านอีกหรือไม่



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑




คติต้องท่องขึ้นใจ
(ประทานแก่สานุศิษย์ที่จะไปศึกษาต่างประเทศ)
๑. เราเดินทางไปเพื่อศึกษาหาความรู้ให้สำเร็จมาประกอบอาชีพ มีเวลาสั้นนัก ต้องใช้เวลาให้มีคุณค่าต่อชีวิตให้มากที่สุด

๒. เราอยู่ต่างแดนไม่ใช่บ้านของเรา โดยเฉพาะเป็นเด็กผู้หญิงขอให้มองทุกคนเป็นศัตรูโดยเฉพาะผู้ชาย

๓. เราเดินทางข้ามแม่น้ำข้ามทะเลไปเพื่อเอาสิ่งที่ดีของเขากลับมา อย่าเอาสิ่งที่เลวกลับมา


พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒

      โบราณเขามีหลักว่ากองทหารที่ดีต้องมีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามคำสั่งแม่ทัพ กองทหารนั้นก็จะรอดและเข้มแข็ง ลูกศิษย์ที่ดีเขาจะต้องคราวะครูบาอาจารย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง      สมัยเรามีสังขารชีพอยู่ หน้าหนาวทุกปีอาจารย์โมคคัลลานะให้ออกมายืนตากลมสิบวัน ในขณะนั้นเรายังไม่สำเร็จก็คิดว่าอาจารย์อยู่ในใจว่า ช่างไม่มีเหตุผล หารู้ไม่ว่าท่านฝึกความอดทนให้เรา แต่คนสมัยนี้จะให้ครูบาอาจารย์คล้อยตามลูกศิษย์ คือเป็นยุคลูกศิษย์จะสั่งสอนอาจารย์กันเสียแล้ว น่าเศร้า เป็นเณรเป็นพระต้องรู้จักว่าเราเป็นลูกตถาคตต้องช่วยตัวเองได้ เรื่องทางโลกไม่ควรยุ่งโดยเฉพาะไม่ใช่ไปไหนต้องมีแม่อยู่อย่างกับจะไปเล่นลิเก

      
ท้องหิวมากให้พยายามนั่งสมาธิ จิตฟุ้งซ่านให้เดินจงกรม

      การจะเป็นนักบวชครองเพศสมณะอยู่ได้นั้นต้องมีคติว่า ตาผู้หญิงคืออสรพิษร้ายที่จะฉกพรหมจรรย์ของเราไป ถ้านักบวชมีคตินี้อยู่ประจำใจก็อยู่ได้ตลอด ไม่มีคตินี้ร้อยทั้งร้อยก็ไป เพราะมารยาหญิงห้าร้อยเล่มเกวียนเรียนไม่จบจำเอาไว้



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

การเป็นลูกตถาคตจะต้องช่วยตัวเองและจะต้องเดินได้

ไม่ใช่จะต้องมีรถจึงจะไปโปรดสัตว์ได้

สมัยพุทธกาลเขาเดินกันเป็นแคว้นๆ ไม่เห็นตาย

เมื่อท่านทำงานให้โลกวิญญาณด้วยความบริสุทธิ์
เรายังไม่ปล่อยให้ท่านตามกรรม ถ้าไม่เหนือบ่าฝ่าแรง
งานนี้เป็นงานดุลกรรมมนุษยชาติย่อมจะพบมารใหญ่
แม้ว่าเงินไม่พร้อมแต่ถ้าทุกคนทำงานอย่างจริงจัง จดจ่อ บริสุทธิ์
ก็คงจะได้รับความช่วยเหลือจากโลกวิญญาณ (เรื่องสร้างหอประชุมสันติภาพ)
ท่านโตว่าสตรีเป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย
แต่เราว่าสตรีเป็นผู้ทำลายมากกว่า




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒


การจะอุทิศตนเพื่อส่วนรวมนั้น
จำเป็นต้องมีจิตเด็ดเดี่ยว
และต้องถือว่าอุปสรรคคือยาบำรุงกำลัง

ต้องอดทนและทนอด และรู้เฉพาะหน้าที่ตนรับผิดชอบ
ไม่ต้องพูดมาก ทำผลงานชี้คุณค่าตนเอง



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๔ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
มนุษย์เราต้องมีหิริโอตตัปปะ
และบุคคลที่จะทำงานถือเมียเป็นใหญ่

ย่อมทำงานใหญ่ไม่ได้
มนุษย์เราถ้ากิเลสตัณหาเข้าครอบงำแล้ว
ยิ่งกว่ามารแทรก



พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒


พยายามระงับจิตด้วยการภาวนาหรือเดินจงกรมให้มาก เพื่อระงับความฟุ้งซ่านของจิต การดำรงชีวิตในโลกมนุษย์ย่อมมีมาร เราอย่าคล้อยตาม การห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นลูกตถาคตนั้นเป็นผู้เหนือกามเหนือเกียรติ มิควรคิดสึกออกไปนุ่งกางเกง

 


      จงพยายามทำจิตอยู่เหนืออารมณ์ อย่าให้อารมณ์เหนือจิตมนุษย์ ตามใจอารมณ์ย่อมไม่มีทางสำเร็จในการงาน

      อย่าไปเชื่อพวกที่นุ่งกางเกงว่าดีกว่านุ่งผ้าเหลือง เพราะเขาเหล่านั้นไม่สามารถชนะกามตัณหาจึงพูดเข้าข้างตัวเอง และจะหลอกเราออกไปเป็นพวกนั่นเอง

พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓

ในยุคกลียุคเช่นนี้
การโปรดสัตว์จำเป็นจะต้องอาศัยสติ
พร้อมอย่าให้อารมณ์ฟุ้งซ่านครอบ ก็มีทางอยู่ได้
เราต้องวางการเป็นอยู่ของชีวิตประจำวันให้เป็นระเบียบด้วย




พระโอวาทท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓


      การบำเพ็ญจิตเป็นสิ่งที่ดี และหน้าที่ของลูกตถาคตจะต้องถือเป็นวิชาเอก จิตจะหลุดพ้นจากกิเลสต้องอาศัยขันที่สมบุรณ์
การสำนึกในบาปเป็นการตั้งตนไม่ประมาท สิ่งที่จะให้จิตนิ่งต้องไม่มีวจีกรรม
ทางที่ดีคือเดินทางสายกลางหมั่นดับกิเลสด้วยการตามทันมัน ขจัดมาร ขจัดเขา ขจัดเรา ความจริงเกิด

คติ
ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖
ฝ่ายทำลายเขาถือคติ กัดไม่ปล่อย เราถือคติ สู้ไม่ถอย
ขอให้ท่านเอาจริง ไม่ต้องเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น พระอยู่กับท่าน
และถือคติว่าถึงนาทีสุดท้ายฝ่ายธรรมะจะต้องชนะอธรรม
เพราะพระอยู่กับเรา

 ถึงนาทีสุดท้ายแล้ว ฝ่ายอธรรมชนะ
 ต้องถือว่าเป็นวิบากกรรมของโลกมนุษย์
 จะให้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ว่า บัดนี้อธรรมชนะธรรมะแล้ว
ตอนที่ 12…พระโองการท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ



คติประจำใจสำหรับผู้ร่วมทำงานสำนักฯ
๑. การกระทำงานทุกอย่าง เมื่อเราพิจารณาแล้วว่า ไม่ผิดต่อศีลธรรมและมนุษยธรรมของการเป็นมนุษย์ จะต้องดำเนินอย่างเด็ดเดี่ยว


๒. ผู้ร่วมทำงานจะต้องมีหลักแห่งการสามัคคีและจะต้องมีธรรมะประจำใจที่จะต้องปฏิบัติได้คือ มี เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

เมตตา     นั้นจะต้องมีกับสรรพสัตว์ทั้งหลายแม้แต่ศัตรู
    มุทิตา      ตามหลักของมนุษยโลก จะต้องมีความมุมานะในทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี
    กรุณา      เหมือนกับ เมตตา ทางพรหมโลกถือว่าเป็นอันเดียวกัน
    อุเบกขา    ต้องวางเฉย ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ จิตจะต้องเป็นเอกัคตา ไม่เกรงกลัวต่อคำนินทาและนิ่งเฉยต่อคำสรรเสริญ



๓. ทำก่อนพูด ไม่ใช่พูดก่อนทำ เพราะผู้ปฏิบัติจึงรู้ ปฏิบัติไม่ถึงห้ามพูดเรื่องธรรมะ ผู้คุยเรื่องโลกุตรก็ดี เรื่องนิพพานก็ดี สานุศิษย์ปฏิบัติไม่ถึงห้ามคุย ถ้าคุยกับเขาบอกว่า มาฟังหลวงพ่อเทศน์เอาไว้ มี ฉันปฏิบัติไม่ถึงยังไม่พูด
๔. ในหลักการแต่งกายเข้าสังคม ให้ยึดในหลักของความฉันทะของเราเป็นใหญ่ ถ้าไม่ผิดศีลธรรมแล้ว ไม่ต้องเกรงกลัว ถ้าใครพูดตีเตียน ท่านแนะนำให้บอกเขาว่า เมื่อถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ว ทุกคนเหมือนกันตามธรรมชาติทุกอย่างเคลื่อนไปตามธรรมชาติ ตามกาลและเวลาแห่งการสลาย

๕. ให้สานุศิษย์ทุกคนที่ทำงาน จงพยายามฝึกจิตให้รู้ การตายระหว่างเป็น สังขารนี้เป็นสิ่งไม่เที่ยงทุกคนจะต้องตาย ให้รู้ว่าตัวจะต้องตาย การตายระหว่างเป็นจะพ้นทุกข์และจงพยายามใช้ชีวิตทำลาย โลภะ โทสะ โมหะ ของโลกให้เบาบางลง ใครเป็นผู้กุมบังเหียนของโลก ต้องแก้พวกนี้เพราะพวกนี้ลืมการเป็นคน
ทุกคนจะต้องฝึกและทำให้ได้

 


การผูกพันกับมนุษย์มากเกินไปมีแต่ทางขาดทุน
เพราะมนุษย์ไม่รู้จักความพอ อาศัยพรหมวิหารสี่จึงไม่หลงมนุษย์

คือมนุษย์จะให้เทพพรหมช่วย แต่มนุษย์ไม่ช่วยตัวเอง


ที่มา จากหนังสือ
 ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ และ ยอดพระคาถาชินปัญชร 
เกหลง พานิช รวบรวม 
...............................................................................

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม