Blog นี้สร้างมาเพื่อ เป็นสื่อกลางให้ผู้สนใจในการปฏิบัติ ได้มาศึษาหาความรู้ และ แนะนำสถานที่ปฏิบัติให้แก่ผู้สนใจ และ ช่วยนักปฏิบัติผู้กำลังหลงทาง ให้เจอทางออก และ เข้าถึงซึ่งความเป็นจริงของสภาวะ

25 มีนาคม 2553

เหตุปัจจัยอะไรทำให้ศาสนาเสื่อม


ชาวพุทธเชื่อว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จะมีอายุยืนยาวถึง ๕๐๐๐ ปี และหลังจากกึ่งพุทธกาลคือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นไป พระพุทธศาสนาจะค่อยๆเสื่อมไปโดยลำดับความเสื่อมดังกล่าวข้นอยู่กับปัจจัยหลังสองประการ คือปัจจัยภายนอก ได้แก่การทำลายล้างโดยบุคคลต่างศาสนาจะเป็นด้วยศึกสงคราม หรือ อะไรอื่นก็แล้วแต่ และ ปัจจัยภายใน คือ

"การทำลายโดยชาวพุทธเอง"

หลายปีผ่านมามีผู้แต่งกายเลียนแบบสงฆ์(ลักเพศ) มีพฤติกรรมเป็นข่าวดังพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายครั้ง จนญาติโยมที่ศรัทธากล้าแข็งในศาสนาบางท่านถึงกับศรัทธาถอยหันหลังให้วัดโดยนึกไม่ถึงว่าหลวงพ่อ,หลวงพี่ที่กราบอยู่จะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้


ความจริงแล้วพุทธศาสนาไม่เสื่อม ตัวบุคคลต่างหากที่เสื่อม ปัญหาอยู่ที่ว่า บุคคลที่เสิ่อมนั้นใช้เครื่องแบบและรูปแบบของศาสนาเป็นเครื่องมือหากินหาผลประโยชน์บนพื้นฐานศรัทธาของชาวบ้าน ฝ่ายชาวบ้านเองรู้ทั้งรู้ก็ปล่อยเลยตามเลยเข้าทำนอง"ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ " อย่างนี้สถานการณ์ของพุทธศาสนาคงจะย่ำแย่ คนทำบุญก็ต้องเลือกให้เหมาะทั้งบุคคลและกาลเทศะไม่เปิดโอกาสให้พวกห่มผ้าเหลืองหากินอย่างลอยนวล

นักบวชหากินที่ประพฤติละเมิดพระธรรมวินัยอย่างชัดแจ้งมีโทษเพียงให้สึก กฎหมายบ้านเมืองไม่มีสิทธิ์ไปลงโทษอะไรได้ที่หลอกลวงชาวบ้านผูกดวงสะเดาะเคราะห์ หากินกันเป็นล่ำเป็นสันหริอใช้สถานที่วัดเป็นแหล่งหากิน(เอาวัดเป็นวิก)ในรูปแบบต่างๆก็ไม่มีใครทำอะไรได้

ความมัวหมองของพระพุทธศาสนาที่เกิดจากพวกโล้นห่มเหลือง(โจรโพกผ้าเหลือง)ซึ่งไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสในพุทธธรรม บวชเพื่อหาช่องทางทำมาหากินนักบวชประเภทนี้มีอยู่จำนวนมาก  พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองในประเทศอินเดีย แต่ปัจจุบันพระพุทธศาสนาในอินเดียเหลือเพียงร่องรอยความเจริญในอดีต(อยุธยาแห่งความหลัง)ที่เป็นเช่นนี้ เหตุสำคัญประการหนึ่งก็เนื่องจากปัจจัยภายในคือนักบวชประพฤติตนไม่ต่างไปจากฆราวาส ผู้คนจึงถอยศรัทธาจากค่อยๆ เสื่อมทวีความรุนแรงถึงขั้นสูญไปหมดเลยมีปัจจัยอีก4ประการคือ สาวกวิกล ประชาชนวิบัติ พระมหากษัตริย์ขึ้นหน้า ศาสนาพิการ

"สาวกวิกล" ก็คือพระภิกษุประพฤตินอกธรรมวินัยดังกล่าวแล้ว พวกนอกศาสนายกมารุกรานเข่นฆ่า

"ประชาชนก็ถึงกาลวิบัติ" อีกทั้ง"พระมหากษัตริย์ก็ยังนับถือลัทธิอื่นไม่นับถือพุทธศาสนา"

"ศาสนาจึงพิการถึงตาย" เมืองไทยพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะมีพระมหากษัตริย์นับถือพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์ไม่นับถือแล้ว ก็คงเป็นเหมือนประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น เขมร ลาว เป็นต้น


ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นว่าจะเกิด "เบญจอันตรธาน"
คือความเสื่อม5 ประการ เรียงตามลำดับ ได้แก่

ประการแรก ปริยัติอันตรธาน คือความเสื่อมแห่งไตรปิฎกไม่มีผู้ศึกษาเล่าเรียน ภิกษุทั้งหลายไม่อาจทรงจำไว้ได้ซึ่งอรรถรสก็ทรงไว้แต่บาลีสิ่งเดียว เหมือนกับสวดมนต์ท่องพระสูตรต่างๆกันจนในที่สุดไม่มีผู้รู้ ผู้จำพุทธวจนะได้แม้แต่บทเดียว (นี่เรียกว่าปริยัติอันตรธาน)


ประการที่สอง ปฏิบัติอันตรธาน คือ สูญสิ้นการปฏิบัติบำเพ็ญเพียร ภาวนา เพื่อการบรรลุมรรคผล เข้าทำนองอยู่ไปวันหนึ่งๆ ในคราบของสมณะแต่ไม่ได้ปฏิบัติตนเพื่อขัดเกลากิเลส "พระภิกษุ ทั้งหลายก็คลายจากความเพียร มากไปด้วยความเกียจคร้านมิได้ตักเตือนซึ่งกันและกัน ครั้นกาลล่วงไป พระภิกษุทั้งหลายมิได้อาลัย ล่วงอาบัติกันใหญ่ กาลใดหาภิกษุซึ่งจะสำรวมรักษาปาราชิกสิกขาบท มิได้แล้ว" จัดได้ชื่อว่า ปริยัติอันตรธาน


ประการที่สาม ปฏิเวธอันตรธาน คือ การสูญสิ้นจากการบรรลุมรรค ผล ความเสื่อมข้อนี้เป็นผลเนื่องจากประการที่สองคือ เมื่อไม่มีการปฏิบัติก็ย่อมไม่มีการบรรลุมรรคผล

ประการที่สี่ ลิงคอันตรธาน คือความเสื่อมสิ้นจากสมณเพศ"ภิกษุทั้งหลายจะหาบหิ้วห้อยบาตรด้วยสายหวด แล้วจะเที่ยวภิกขาจาร ประพฤติอนาจารต่างๆ ผิดเพศภิกษุซึ่งเป็นพุทธชิโนรส บินฑบาตร ผิดพระ เช่น ปักหลักยืนบิณฑบาตเรียกรถตุ๊กๆ กลับสำนัก" ครั้นนานไป พระภิกษุทั้งหลายจะมีความดำริว่า เราจะประโยชน์อันใดด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด ดำริแล้วก็ปลดเปลื้องเครื่องสมณบริขาร คือไตรจีวรออกจากกาย จะกระทำกสิกรรมและพาณิชยกรรม เลี้ยงบุตรและภรรยา เมื่อมนุษย์ทั้งหลายกอปรด้วยศรัทธาจะถวายทักษิณาทานเฉพาะต่อสงฆ์แก่สมณะ ที่มีผ้าย้อมฝาดอยู่ในข้อมือและคอนั้น


ประการสุดท้าย ธาตุอันตรธาน คือ ความสูญสิ้นแห่งพระบรมสารีริกธาตุ ตามคัมภีร์กล่าวไว้ว่า "พระบรมสารีริกธาตุแห่งสมเด็จพระโลกนาถ อันประเสริฐประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ นั้นเมื่อมิได้ เครื่องสรรพปูชนียภัณฑ์แล้วพระบรมธาตุทั้งปวงก็เสด็จไปสู่ที่อันประกอบด้วยเครื่องสักการะบูชา ถ้ามีบุคคลอยู่ในประเทศใดแล้วก็จะเสด็จไปสู่ประเทศนั้น เมื่อจะสิ้นพระศาสนานั้น พระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดจะแสดงปาฏิหาริย์ เสด็จไปรวมกันอยู่ ณ โพธิบัลลังก์ที่เคยเป็นที่ตรัสรู้ กระทำเป็นพุทธรูปปรากฎเหมือนดังองค์สมเด็จพระศรีสุคต อันเสด็จพระดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์ใต้ควงไม้พระมหาโพธิ์ ในลำดับเตโชธาตุตั้งขึ้นแต่ พระสรีรธาตุเผาผลาญสังหารให้ย่อยยับ ถึงซึ่งภาวะหาบัญญัติมิได้ เปลวไฟที่ตั้งขึ้นแต่พระบรมธาตุนั้นพุ่งขึ้นไปถึงพรหมโลก"



เมื่อพระบรมสารีริกธาตุอันตรธานหมด ก็เป็นอันสูญสิ้นพระพุทธศาสนาเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
"ดังพุทธวจนะว่า "


"ยงฺกิญฺจิ  สมุทยธมฺมํ  สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ"
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นล้วน มีความดับไปเป็นธรรมดา


.............................................................

3 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ10.12.53

    ทุกวันนี้พระหากินอาศัยห่มผ้าเหลืองหลอกหญิง สร้างศรัทธาเงินทองได้มาเลี้ยงดูลูกเมีย ญาติพี่น้อง สร้างพระธาตุไม่คืบหน้า ญาติโยมมาหาคนใหนถูกใจโทรหา ถึงเวลาให้คนขับรถไปรับผู้หญิงมากมายที่หลงคารมให้ความหวังวางแผนอยู่กินด้วย เงินทำบุญได้มาซื้อที่ดิน ซื้อบ้าน สารพัด ฉันยังโดนพระรูปนี้หลอกมาแล้วให้ความหวังอยู่กิน เอารถไปวิ่งโดยสารด้วยกันแต่เงินไม่เคยเห็นสักบาท เคยเข้าพบเจ้าคณะภาค กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมพร้อมข้อมูล พระดังอาศัยหากินอย่างนี้หรือ สร้างบ้านเรือนตัวเองใหญ่โต จะปล่อยให้ทำลายสตรีอีกมากมายหรือ หรือจะปล่อยให้หลอกคนที่ตั้งใจทำบุญนำเงินมาถวายมากมายแต่ไม่ได้สร้างสาธารณประโยชน์ ดิฉันยากให้ทุกคนไดรับรู้หูตาสว่าง ดิฉันยากทราบคำตอบมากจะมีใครที่จะช่วยศาสนาบ้าง

    ตอบลบ
  2. ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยวาง กฎแห่งกรรม นั้นเที่ยงแท้แน่นอน อย่าเอาใจไปหมกมุ่น ใจเราจะหมองไปด้วย

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ16.10.55

    ทำไมถึงไม่เอ่ยชื่อพระและวัดออกมาด้วย จะได้มีคนบอกต่อๆกันไป และหากเป็นเรื่องจริง ตำรวจคงจับถอดผ้าเหลืองแน่

    ตอบลบ

บทความที่ได้รับความนิยม